EM กับประเทศไทย

This article has been moved to

Advertisements

น้ำอยู่ที่ไหน เมื่อใหร่หมด

ขอความเห็นจากผู้รู้ครับ

เมื่อวันที่ ๑ พย. NASA ได้ลงภาพน้ำท่วมประเทศไทยที่ชัดมาก และเห็นทั้งหมดลงในเว็บ Earth Observatory (http://earthobservatory.nasa.gov/NaturalHazards/view.php?id=76291) ผมคิดว่าภาพนี้สุดยอด และยังคงยืนยันว่า มีน้ำอยู่ทางตอนเหนือของ กรุงเทพมหานครอยู่มาก แต่เราคงประมาณเรื่อง volume ไม่ได้ เพราะไม่ทราบความลึก

จากภาพนี้ ผมได้ลดพื้นที่ลงมาให้ไฟล์เล็กลง (คลิ๊กไฟล์แนบ) เพื่อความสะดวกในการดาวน์โหลดมาชม และพบว่ามีเรื่องที่น่าสนใจมากดังนี้ ในภาพ ได้ใส่เครื่องหมาย A, B, C, D, E, F เพื่อความสะดวกในการสนทนา เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กัน อย่าลืมนะครับว่าเป็นนภาพที่ถ่ายเมื่อวันที่ ๑ พย. สองวันที่ผ่านมา ใครทราบคำตอบ กรุณาสงเคราะห์ “ควานรู้” ด้วยครับ (แกล้งเขียนผิดตามชื่อของศูนย์แลกเปลี่ยนแห่งนี้)

A – บริเวณนี้คือจังหวัดอะไร น้ำไม่ไป เพราะพื้นที่สูง หรือเพราะเหตุผลอื่น
B – บริเวณนี้ เดิมคือคลองชลประทานหลายสาย แต่ทำไม่ไม่มีน้ำไหลในคลองส่งน้ำเลย เกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่ตรงนี้ บล๊อกนี้ใหญ่มาก น่าจะเป็นอุปสรรคที่น้ำไหลลงตะวันออกไม่ได้ใช่หรือไม่
ฺC – บริเวณนี้คือชมชนอะไร หรือเป็นที่สูงโดยธรรมชาติ ไม่มีน้ำเข้าไปเลย ใครอยากรู้วิธีป้องกันน้ำท่วม น่าจะไปเรียนรู้จากที่นี่โดยเร็ว
D – ตรงนี้คือที่ดอน และเป็นป้อมปราการของ ศปภ. แต่ทำไมหน้าตาจึงเหมือนทะเลสาบ และมีน้ำขังแบบ perfect ไม่ยอมไหลออก ทั้งๆที่บริเวณรอบๆ ค่อนข้างบางลงแล้ว
E – ตรงนี้คือบริเวณกระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงอุตสาหกรรม อนุสาวรีย์ชัยฯ น้ำยังไม่มา และไม่รู้อีกกี่วันจะมา คล้ายๆกับว่าเรื่องน้ำท่วมบริเวณนี้ยังไม่เริ่มเลย ไม่ต่างไปจากบริเวณลาดกระบัง หรือบริเวณริมอ่าวไทย เมื่อน้ำมาถึงแล้ว ภาพนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร
F – ตรงนี้น่าจะอยู่แถวนครสวรรค์ คำถามของผมคือ หัวแหลมๆตรงนี้ทำด้วยอะไร น้ำจึงไปไม่ถึง เป็นคอคอด และทำให้เกิดน้ำท่วมขังในบริเวณทางขวาของ F

ท่านที่ช่างสังเกตและมีคำตอบช่วยกันอธิบายหน่อยครับ เพราะเห็นภาพนี้แล้ว เมื่อไปดูน้ำท่วมแจ้งวัฒนะ และงามวงศ์วานแล้ว ก็ยังรู้สึกว่า “ของจริงยังไม่มา” ส่วนที่ดำๆตรงกับบริเวณปทุมธานี วันนี้ไปดูของจริงแล้วเห็นว่าระดับลดลงจากวันที่สูงสุดประมาณ ๓๐ซม. ถนนพหลโยธินหลายช่วงวิ่งกันสี่ห้าเลน (ไปกลับรวมกัน) มีเพียงช่วงสั้นๆ ที่น้ำท่วมถนน วิ่งได้เหลือสามเลน หรือคราวนี้จะเป็นช่วงน้ำ “ขาลง” แน่ ปรัมาณกำลังลดลง

ทำไมจึงไม่มีหน่วยงานผู้รับผิดชอบ มาแถลงให้ประชาชนทราบว่าน้ำอยู่ในช่วงไหนกี่ล้านคิว ไหลลงทางแม่น้ำหลัก (เข้าพระยา ท่าจีน บางปะกง) ได้วันละกี่ล้านคิว มีน้ำเหลืออีกกี่ล้านคิว พวกเราจะได้ทราบว่ามันจะท่วมอีกนานแค่ไหน คิดเป็นตู้รถไฟก็ดีครับ เพราะบางตู้อยู่ที่เพขรเกษม/ทวีวัฒนา บางตู้อยู่ที่บางบัวทอง บางตู้ยังอยู่ที่อยุธยา ยังไง ทุกตู้ก็ต้องผ่านกรุงเทพและปริมณฑล เราก็จะต้องยอมรับอยู่ดี ว่าน้ำมาแน่ ปลาวาฬต้องวิ่งลงทะเลแน่นอน กักไว้เขาก็ไหลต่อไป อำนาจมนุษย์คงทานได้แค่ชั่วครู่ น้ำอยู่ในโลกมาหลายหมื่นล้านปี เราไม่มีทางเอาชนะ เราน่าจะอยู่กับเขา และช่วยให้เขาไหลลงทะเลให้เร็วที่สุด

By htk999 Posted in Flood

วิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วม โดยใช้ เครื่องบิน UAV ถ่ายภาพ (๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๔)

ผมได้รับข้อมูลที่มีค่ามาก จากทีมงาน FIBO (มจธ.) ร่วมกับบริษัท Siam UAV ซึ่งเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ได้ใช้เทคโนโลยี เครื่องบินขนาดเล็กที่ใช้คนควบคุมจากพื้นดิน (ไม่มีคนนั่ง) บินถ่ายภาพน้ำที่ไหลในเส้นทางยุทธศาสตร์สามเส้น คือคลองหกวา  คลองทวีวัฒนาต่อกับคลองมหาสวัสดิ์ และคลองมหาสวัสดิ์ ต่อกับแม่น้ำท่าจีน ทั้นี้ เพื่อใช้ข้อมูลร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะ ต่อคณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง ภาพถ่ายทางอากาศเหล่านี้ มีค่ามากต่อการเร่งการผันน้ำลงสู่ทะเล โดยทีมงานได้วิเคราะห์ภาพ และพบสิ่งที่เป็นปัญหาที่ตรงไหน นำเสนอให้คณะทำงานสั่งการ ส่งคนและเครื่องจักรเข้าไปจัดการกับสิ่งที่ขวางทางน้ำโดยเร็ว จะทำให้น้ำไหลลงทะเลได้เร็วขึ้น

ในช่วงนี้ เรายังมีน้ำที่ยังไหลลงมาไม่ถึงกรุงเทพฯ กว่า ๑๒,๐๐๐ ล้าน ลบ.ม. ด้วยอัตราการไหลลงทะเลประมาณวันละ ๔๐๐ ล้าน ลบ.ม. ลองหารดูแล้ว จะเป็น ๓๐ วัน นั่นหมายความว่า อีกอย่างน้อย ๑๕​วัน เราจึงจะรู้สึกว่าน้ำลง และใกล้จะจบ…

ผมขอเชิญท่านร่วมบินกับเครื่อง UAV (unmanned aerial vehicle) ของ Siam UAV เพื่อตรวจสภาพน้ำ ดูการไหลและการติดขัดหรือสิ่งกีดขวาง ซึ่งคณะทำงานฯ จะนำมาพิจารณาเพื่อดำเนินการ ทำให้การไหลไปได้ดีขึ้น

๑. คลองหกวา/กาญจนาภิเษก วิ่งจากตะวันออกสู่ตะวันตก

เส้นทางการบิน

Flight route: Klnong hok wa

เส้นทางการบิน คลองหกวา มุ่งหน้าตะวันตก

คุณพีร์ (จาก FIBO มจธ.) บอกว่า “ตอนขึ้นนั้นอยู่บนถนนกาญจนาภิเษกมุ่งขึ้นทิศเหนือแล้วจึงบินออกไปทางทิศตะวันตกเป็นระยะทาง 2 กิโลเมตรครั


๒. คลองทวีวัฒนาต่อกับคลองมหาสวัสดิ์

เส้นทางการบิน ทวีวัฒนา


๓. จุดต่อคลองมหาสวัสดิ์กับแม่น้ำท่าจีน


(flight path: Ta Chin Dam.JPG)
เส้นทางการบิน เชื่อนท่าจีน

น้ำเหนือ ดูเหมือนจะไหลลงทางตะวันออก หรือ ไปทางใต้ ทางคลองมหาสวัสดิ์


ขอขอบคุณ ดร.ชิต คุณพีร์​ ดร.สุรเจตน์ และ SiamUAV ครับ ขอให้นำเสนอผลงานที่มีประโยชน์ต่อสังคมไทยต่อไป และหวังว่าผู้มีอำนาจในแผ่นดิน จะสั่งการตามที่นักวิชาการเสนอแนะนะ (ในเวลาที่ไม่ช้าเกินไป) ครับ

ทวีศักดิ์ กออนันตกูล
20111030 17:00

คำแนะนำจาก ม.มหิดลเพิ่มเติม – เมื่ออยู่กับน้ำ และเมื่อน้ำลด…

เมื่อเย็นวันนี้ ผมได้รับข่าวสารเพิ่มเติมจากท่านคณบดีกัมปนาท เป็นเรื่องสาระน่ารู้ เมื่อต้องอยุ่กับน้ำท่วมขัง จึงขอแบ่งปันมาให้กับทุกท่านครับ


สาระน่ารู้

เมื่อต้องอยู่กับน้ำท่วมขัง

มหาวิทยาลัยมหิดล
๒๕ ตุลาคม พ.ศ.​ ๒๕๕๔

  • หลีกเลี่ยงการเดินย่ำน้ำเน่าขัง ควรหาอุปกรณ์เสริม เช่น กางเกงลุยน้ำท่วม รองเท้าบู๊ต
  • ใช้ส้วมลอยน้ำ ถ้าไม่มี ให้ขับถ่ายใส่ถุงดำ โรยปูนขาว ผูกให้มิดชิดเก็บไว้ใส่ถังขนาดใหญ่ชั่วคราวมีฝาปิด ใส่ก้อนหอมหรือลูกเหม็นดับกลิ่น แล้วรอกระบวนการเก็บขยะ
  • เมื่อน้ำลดแล้ว แยกขยะออกจากพื้นที่ให้มากที่สุดก่อนทำการล้างพื้นที่
  • พืชน้ำตามธรรมชาติช่วยกรองน้ำเสียได้อีกทางหนึ่งเช่นผักตบชวา โดยทำเป็นแพในพื้นที่จำกัดวางไว้ตามจุดต่างๆ ห้ามนำไปทำอาหารสัตว์เพราะอาจมีสิ่งเจือปน
  • พื้นที่น้ำท่วมขังให้ฟื้นพื้นที่เพื่อทำการผลิตโดยเร็ว อาจใช้น้ำดีไล่น้ำเสีย ทั้งนี้ ควรมีการปรับสภาพน้ำเบื้องต้น ก่อนระบายสู่ลำน้ำสาธารณะ และให้ประสานแจ้งคนปลายน้ำก่อนเสมอ

ทวีศักดิ์​ กออนันตกูล
20111025 20:53

คำแนะนำจาก ม.มหิดล ก่อนน้ำมาถึงบ้าน และเมื่อน้ำมาถึงบ้านแล้ว…

เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๓ ​ตุลาคม ๒๕๕๔ ท่านอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ศาสตราจารย์คลินิก นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร ได้มอบหมาย รศ.ดร.กัมปนาท ภักดีกุล คณบดี คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศึกษา รศ.ดร.ลือพล ปุณณกันต์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ และ รศ.นพ.​ธีระ กลลดาเรืองไกร ส่งเอกสาร “ความรู้พื้นฐานที่ประชาชนควรรู้” สั้นๆ สองเรื่องมาให้เผยแพร่เป็นการทั่วไป ผมจึงขอโอกาสใช้ blog นี้เป็นแหล่งกระจายข้อมูลแห่งหนึ่งด้วย


ความรู้พื้นฐานที่ประชาชนควรรู้

ก่อนน้ำมาถึงบ้าน

มหาวิทยาลัยมหิดล
๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ​๒๕๕๔

เตรียมน้ำ เตรียมน้ำสะอาดให้เพียงพอ อุปกรณ์กันน้ำอย่างง่าย เช่น รองเท้าบู๊ต เสื้อชูชีพ หรือ ถุงลม ห่วงยางลอยน้ำ น้ำดื่มคนละ ๒ ลิตรต่อคนต่อวันอย่างน้อย ๓ วัน   เครื่องกรองน้ำอย่างง่ายถ้ามี
เตรียมไฟ เตรียมยกอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดให้สูง เตรียมสะพานไฟในบ้านให้สูงและพร้อมตัดไฟฟ้าได้เมื่อต้องการ ซักซ้อมคนในบ้านถึงการตัดไฟ อุปกรณ์ที่ย้ายไม่ได้ให้ใช้พลาสติกหุ้มกันน้ำเข้า ให้ระวังการย้ายถังแก๊สอาจเกิดการรั่วและทำให้ไฟไหม้
เตรียมบ้าน เก็บอุปกรณ์ของมีคมทุกชนิดเข้าที่เก็บที่มิดชิด กันกระจกแตกจากแรงดันน้ำโดยใช้แถบกระดาษกาวปิดเป็นกากบาท สารเคมีในบ้านให้ปิดฝาให้แน่น กันรั่ว อุดรอยรั่ว ช่องต่างๆ ตามรั้วบ้าน ท่อระบายน้ำ  สำรวจกองไม้ กองวัสดุในบ้าน เพดานอาจเป็นที่อยู่ของงูและตะขาบ
เตรียมคน เตรียมอุปกรณ์ ยาสามัญประจำบ้าน ยาทำแผลอุปกรณ์ทำแผล ซักซ้อมแผนการย้ายชั่วคราว ย้ายคนเจ็บป่วย คนชรา เด็ก ออกก่อนเกิดภาวะวิกฤต เตรียมของใช้เท่าที่พอจำเป็นเท่านั้น ให้อยู่ได้ ๗ วัน


ความรู้พื้นฐานที่ประชาชนควรรู้

เมื่อน้ำมาถึงบ้าน

มหาวิทยาลัยมหิดล
๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ​๒๕๕๔

เตรียมน้ำ  ไม่ต้องรอให้น้ำมาถึง น้ำอาจมาตามท่อระบายน้ำ สังเกตถ้าน้ำมาปริ่มๆถนนหน้าบ้าน ถึงเวลาแล้วที่ต้องออกไปอยู่ชั่วคราวที่ศูนย์ บ้านญาติ หรือจังหวัดที่สูง ให้คิดว่าน้ำที่ไม่ได้เตรียมไม่สะอาดเสมอ อย่าให้น้ำท่วมสัมผัส ตา หู หรือแผลเปิดต่างๆ ห้ามเด็กเล่นน้ำ
เตรียมไฟ  ก่อนออกจากบ้านให้สับสะพานไฟลงเสมอ เวลากลับเข้าบ้านจะได้ไม่โดนไฟดูด ไม่เข้าไปในบ้าน และไม่สัมผ้สอุปกรณ์แช่น้ำ ตู้เย็น โทรทัศน์ ปั๊มน้ำ ที่ไม่แน่ใจว่าตัดไฟหรือยัง ให้ทิ้งระยะอย่างน้อย ๑ เมตร จากจุดเสี่ยงเช่น เสาไฟฟ้า รั้วโลหะ เพราะอาจมีไฟฟ้ารั่วดูดได้ ถ้าเห็นผู้ถูกไฟดูดอย่าสัมผัสโดยตรง ให้ใช้ไม้ดันหรือเชือกดึง
เตรียมบ้าน งูอาจหนีน้ำไปอยู่บนต้นไม้ รั้วหรือกองไม้ลอยน้ำ ไม่ควรใช้มือแหย่ไปตามซอกหลืบต่างๆ  ถ้าโดนงูกัดหรือสงสัย ให้รัดด้วยเชือกเหนือที่ถูกกัด ห้ามดูดเลือด  ห้ามกรีดแผล ไม่ต้องจับงูมา ให้รีบล้างแผลและนำส่งหน่วยแพทย์ ให้ระยะเวลาสำคัญ ๓๐ นาที ถ้าตะขาบ กัด แผลจะเล็ก ปวดมาก บวมทันที  มีอาการชาเสียวร้าวไปจากจุดกัดเป็นสำคัญ  ให้รีบล้างแผล กินยาแก้ปวด ประคบน้ำเย็น ถ้ามีหายใจลำบาก ปากบวม ให้รีบพบหน่วยแพทย์เพราะอาจเกิดอาการแพ้พิษรุนแรงได้ การช่วยสัตว์ลอยหนีน้ำมาทุกชนิดห้ามใช้มือเปล่า จับ หรือสัมผัส ให้ใช้ไม้หรือวัสดุแข็งพยุง  เพราะอาจโดนสัตว์ที่ตื่นกลัวกัด
เตรียมคน ระวังโรคระหว่างน้ำท่วมคือ ตาแดง  ท้องเสีย  น้ำกัดเท้า  โรคฉี่หนู และโรคเครียด และการโดนของมีคมบาด ห้ามเดินเท้าเปล่า ใช้รองเท้าบู๊ตกันน้ำหรือรองเท้าผ้าใบผูกเชือก ช่วยตัวเองให้มากที่สุดก่อนรอคนอื่นมาช่วย ให้บอกต่อๆ กันว่าบ้านใดยังไม่มีการเข้าไปช่วยเหลือ ให้นึกถึงเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างไกลออกไป อย่าจอดรถขวางทางด่วน ทางรถส่วนรวม เพราะการประสานการช่วยเหลือจะทำได้ยาก

สำหรับท่านที่สนใจแบบย่อ มีเป็นสไลด์ จากเว็บของมหาวิทยาลัยสองภาพครับ

ขอให้ปลอดภัยครับ
ทวีศักดิ์ กออนันตกูล
20111025 15:57

คำแนะนำที่ดี – รู้ความเสี่ยงตัวเอง – ยกของขึ้นที่สูง ไม่ใช่อพยพ

คำอธิบายของคุณศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสบนาคะเสถียร วิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วม วันที่ ๑๗-๑๙ ​ตุลาคม ๒๕๕๔ ผมคิดว่าใกล้เคียงกับสถานการณ์จริง ที่ยืนยันด้วยข้อมูลจาก GISTDA น่าจะมีประโยชน์กับคนจำนวนมาก
ขอเชิญเข้าไปชมครับ

Clip วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๔

ผมขอวิเคราะห์เพิ่มเติม ว่าบ้านใคร อยู่ใกล้คันกั้นน้ำ และน้ำมีระดับแตกต่างกันมาก ต้องระวังมากเป็นพิเศษนะครับ เพราะหากเขื่อนแตก กระแสน้ำจะไหลแรงมาก อาจจะทำให้เกิดการซัดสิ่งของต่างๆมากระแทกอาคารและคนได้  และอาจจะทำให้คนบาดเจ็บ และทรัพย์สินเสียหายได้  เราควรเชื่อคำแนะนำให้มีสติ และไม่ประมาทของคุณศศิน ว่าควรยกของขึ้นสูง อยู่ในบ้านตัวเอง เตรียมพร้อมที่จะอยู่กับน้ำบ้าง

Clip วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๔

ผมอยากให้ทุกท่านทราบถึงข้อเท็จจริงสองข้อ และประมาณการดูครับ ว่ากี่วันจะพ้นสถานการณ์
๑.​น้ำทั้งหมด ที่ยังอยู่ทางทิศเหนือของกรุงเทพ ประมาณ​​ ๑๖,๐๐๐​ล้านลูกบาศก์เมตร
๒.ประมาณน้ำที่ระบายลงแม่น้ำ (ซึ่งจะไหลลงอ่าวไทย) วันละประมาณ​ ๑๕๐ ถึง ๒๙๐ ล้าน บูกบาศก์เมตร ในแต่ละวัน ประมาณการไหลจะมากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความสูงของระดับน้ำทะเล ซึ่งมีขึ้นลง และขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่เดินทางมาถึงปากอ่าวไทย

หากเอาข้อ ๑ ตั้ง เอาข้อ ๒ หาร ก็จะมีคำตอบว่า “กี่วัน” ครับ ผมหารแล้วรู้สึกหนาว ว่ามันทำท่าจะนาน

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ข่าวว่าจะมีปั๊มนำ้จากประเทศจีนเข้ามาติดตั้งกว่าหนึ่งร้อยตัว เพื่อสูบออกแม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำท่าจีน ก็ดีใจ หวังว่าจะเดินทางมาถึงไวๆ และคิดว่าน่าจะดีเท่ากับเรือ ๑,๐๐๐​ลำ และเปลืองน้ำมันน้อยกว่า ประเทศจีนนี่ถือว่าเป็นเพื่อนยาก ไม่ทราบประเทศมหามิตรอื่นๆ จะมีความคิดดีๆมาช่วยประเทศไทยไหม

ทวีศักดิ์ กออนันตกูล
20111017 00:19

ข่าวสารที่เกี่ยวกับอุทกภัย

revision ๑ วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๔
revision ๒ วันที่​ ๑๖​ ตุลาคม ๒๕๕๔
revision ๓ วันที่​ ๔ พฤษจิกายน ๒๕๕๔

ภาพถ่ายเมฆและพายุจากดาวเทียม ภาพล่าสุด
ภาพจากดาวเทียม แสดงเมฆและพายุ
เวลาที่ถ่ายภาพเป็น GMT (ให้บวก7 เพื่อแปลงเป็นเวลาประเทศไทย

น้ำท่วมปี ๒๕๕๔ นี้ แม้ว่าจะรุนแรงมากๆ แต่ระบบบริการข่าวสารออนไลน์ของหน่วยงานต่างๆ และของอาสาสมัคร ทำขึ้นดีมาก น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ใช้ประโยชน์จากการติดตามข้อมูล “ปฐมภูมิ” ได้โดยตรงจากเว็บบริการข้อมูล ข้อมูลประเภทนี้ เปิดโอกาสให้เราวิเคราะห์เองได้แม่นยำกว่าการฟังข่าววิทยุหรือทีวี ซึ่งเมื่อฟังดูแล้วก็ไม่แน่ใจว่า ส่วนใหนเป็นข้อจริง ส่วนไหนเป็นความเห็นหรือความคิด ส่วนใหนเป็นข้อเท็จ หรือข่าวลือ หรือเป็นการตีความของคนใดคนหนึ่ง และบ่อยครั้ง ที่เปิดรับฟังข่าวอยู่ตั้งนาน ไม่ได้รับข้อมูลที่ควรจะได้รับ มีแต่ข่าวการประชาสัมพันธ์การออกไปช่วยเหลือ และรายการบันเทิง

ด้วยเหตุที่ว่ามีข้อมูลมากมาย และไม่รู้ว่าอะไรที่ต้องใช้บ่อย อะไรที่มีความหมายกับเรามากที่สุด ผมจึงได้ตระเวนดูเว็บต่างๆที่มีข้อมูล เพื่อคัดเอาข้อมูลที่ผมเองต้องดูบ่อยๆเพื่อให้มาอยู่ในที่เดียวกัน​ (โดยไม่มีการสำเนามาไว้ที่นี่) จากที่ได้ไปชมข้อมูลจำนวนมาก บางเว็บก็เรียกดูได้ช้ามากๆ บางรายการก็ดี แต่ข้อมูลเยอะกว่าที่ต้องการ หรือไม่ก็ท่วมยังกะน้ำ และเพื่อทำให้ตัวเองทำงานสะดวกขึ้น รวมทั้งสำหรับตอบคำถามที่ผู้อื่นอาจจะถามมา จึงขอแบ่งปันข่าวสารที่คัดกรองแล้ว มาให้ใช้ร่วมกันในยามวิกฤติ

สิ่งที่ผมต้องการทราบมากที่สุด ตลอดระยะเวลาวิกฤติ คือ ตอนนี้ น้ำอยู่ที่ไหนบ้าง? ท่วมสูงเท่าใด?

ต่อมา ก็ต้องการทราบว่า แล้วพรุ่งนี้ มะรืนนี้ สัปดาห์หน้า น้ำจะเคลื่อนตัวไปทางไหน?

ผมต้องการข้อมูลเหล่านี้อย่างพอเพียง (ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป) และอยากจะสรุปได้เอง ว่าน้ำจะมาถึงสำนักงานของเรา บ้านของเรา บ้านญาติของเราเมื่อใด รุนแรงขนาดไหน และจะได้เตรียมตัวกันล่วงหน้ากันอย่างเหมาะสมและไม่สายเกินไป

การเตรียมตัว ก็คงมีสองสามระดับ คือ อยู่กับที่ แต่ปรับสถานการณ์ให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด (เช่น หากระสอบทรายมากั้นในช่องเปิดที่ต่ำ หาปั๊มน้ำมาเตรียมพร้อม ยกของขี้นระดับสูง หาอาหารแห้งเตรียมไว้เผื่อเดินทางไม่สะดวก ) จนไปถึงการเตรียมเก็บของ แล้วย้ายบ้านของไปอยู่ที่สูง นำรถยนต์ไปจอดไว้ที่สูง ฯลฯ แต่ไม่ว่าในกรณีใด ทุกคนต้องเตรียมตัว และมองเห็น “ภาพสถานการณ์” (scenario) ในแบบต่างๆสองสามแบบ ที่มีโอกาสเป็นจริงกับเรา และเตรียมใจไว้ว่า อาจจะมีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นได้ แน่นอนครับ เราอาจจะต้องจัดที่จัดทางให้พร้อม เตรียมป้องกันให้พร้อมก่อนที่ภัยจะมา

หัวข้อข่าวสาร


๑. ตอนนี้ฝนกำลังตกที่ไหน – เป็นภาพจากเรด้าร์ ที่ตรวจทุกชั่วโมง เพื่อวัดปริมาณฝนที่กำลังตกอยู่ และภาพสรุปปริมาณฝนทั่วประเทศในช่วง ๒๔​ ชั่วโมงที่ผ่านมา (หากสงสัยวิธีอ่านภาพ ดูรายละเอียดได้ที่ รายงานอากาศออนไลน์ สวทช.)


๒. ตอนนี้ น้ำท่วมตรงไหนบ้าง

ดูเว็บสถานการณ์น้ำท่วม

จัดทำโดย ​สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.)
ภาพจาก RadarSat สำหรับวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๖.๑๓ น.
(ZIP file 30MB ประกอบด้วยภาพ JPEG สองภาพ สำหรับภาคกลางตอนบน และภาคกลางตอนล่าง) จัดทำโดย สทอภ.


๓. ระดับน้ำในแม่น้าสายสำคัญและในเขื่อนสำคัญของประเทศ รวมทั้งอัตราการไหลลงสู่อ่าวไทย อันนี้เป็นข้อมูลสำคัญซึ่งจะช่วยให้เราประมาณได้ว่า มวลน้ำขนาดใหญ่จะเดินทางไปยังจังหวัดใดในเวลาประมาณกี่ชั่วโมง ข้อมูลเหล่านี้มีให้แยะมาก อันที่ผมใช้อยู่ได้แก่

กรมชลประทาน
สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.)
ระดับน้ำตามจุดต่างๆในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ระดับน้ำตามจุดต่างๆในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ระดับน้ำตามจุดต่างๆในลุ่มน้ำป่าสัก
ระดับน้ำตามจุดต่างๆในลุ่มน้ำป่าสัก
ชมภาพถ่ายทอดสด ภาพcctv ระดับน้ำ ที่ท่าน้ำกรมชลประทานสามเสน
ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา โดย สำนักการระบายน้ำ กทม.

๔. ระดับน้ำในถนนและคลองสายสำคัญของ กทม. มีข้อมูลเหล่านี้จากเครื่องวัดระดับน้ำบนถนนจำนวนมากที่ กทม.ติดตั้งขึ้น อันนี้ก็จะช่วยบอกเราว่าใกล้ๆบ้านหรือสำนักงานของเรา มีน้ำท่วมที่ใด เชิญเข้าชมข้อมูลของสำนักการระบายน้ำ กทม.

ระบบตรวจวัดน้ำท่วมบนถนนของ กทม.

ระบบตรวจวัดน้ำในคลองหลัก กทม.
ระบบวัดฝนและระดับน้ำตามจุดต่างๆของ กทม. โปรดคลิ๊กภาพย่อเพื่อไปที่ เว็บของสำนักการระบายน้ำ กทม. และใช้เมาส์วางที่จุดที่สนใจ เพื่ออ่านค่าปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำ


๕. น้ำทะเลจะหนุนเท่าใด – มีข้อมูลที่น่าสนใจสองแห่ง คือ

ระบบทั้งหมดทำงานได้ก็เพราะมีคอมพิวเตอร์ มีอินเทอร์เน็ต ซึ่งเมื่อสิบปีก่อน เรายังไม่ได้ใช้เทคโนโลยีในระดับนี้ ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีความสำคัญต่อเราขนาดไหน เมื่อใดก็ตามที่เกิดภัยพิบัติ เราจะหันมาพึ่ง ICT มากขึ้น และต้องระวังเอาไว้ด้วย ว่าบางครั้ง ภัยพิบัติก็สามารถทำลายระบบโทรศัพท์ หรือ SMS ได้เหมือนกัน แต่อินเทอร์เน็ตยังพอจะอยู่รอด แม้จะมีความเร็วช้าลง ทั้นี้เพราะเคือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้รับการออกแบบมาให้ทำงานกับระบบสื่อสารหลายรูปแบบ และจะพังไปกี่ส่วนก็ได้ แต่จะไม่ล่มไปทั้งหมด

ภาพจากข้อมูลต่างเหล่านี้ อันที่จริงก็มีงานวิจัย ที่ช่วยให้เกิดการคำนวณเพื่อทำนายว่า “พรุ่งนี้ ฝนจะลงที่ไหนบ้าง มากน้อยแค่ไหน” และสามารถทำนายล่วงหน้าไปอีกหลายวัน ดังเช่นภาพทำนายอนาคตของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (Hydro and Agro Informatic Institute – haii.or.th) ซึ่งจะผลิดภาพการทำนายปริมาณฝนร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา ออกมาให้เราเห็นล่วงหน้าสามวัน และคำนวณให้ใหม่ทุกวัน
หากเราสามารถมองภาพอดีตหลายๆภาพ และฉายเป็นภาพยนต์ เราก็คงจะพอเดาได้ว่า ในวันพรุ่งนี้ น้ำจะไปถึงไหน


รูปตัดขวาง กรุงเทพมหานคร โดยสำนักระบายน้ำ
รูปตัดขวางแสดงระดับความสูงในกรุงเทพมหานคร โดยสำนักการระบายน้ำ กทม.


คำถามที่เราคงต้องคิดกันให้ดี คือ จะทำอย่างไร จึงจะเอาน้ำจากภาคเหนือและภาคกลาง ออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด เพื่อยุติปัญหาอุทกภัยขนาดใหญ่ในครั้งนี้ และโดยสร้างความเสียหายให้น้อยที่สุด ในวันนี้ คงต้องท่วมทุกแห่งจนสามารถออกทะเลได้ที่อ่าวไทย จะผลักน้ำหรือดันน้ำกันอย่างไรก็แล้วแต่ และจะท่วมเข้าไปในนิคมอุตสาหกรรมอีกกี่แห่ง ก็คงต้องอยู่ที่ทีมงานของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ควบคุมประตูน้ำ การซ่อมประตูน้ำ และความสูงของกำแพงกั้นน้ำ แต่ในปีหน้า ผมหวังว่าเราจะมาร่วมกันสร้างแนวช่วยน้ำไหลที่ต้องดีกว่าปัจจุบันสองหรือสามเท่า และในทุกภาค คงจะต้องมีการออกแบบ “แก้มลิง” ไว้กักน้ำให้ไหลช้าลง หรือหากจะให้ดีกว่านั้น คงมีการสร้างอ่างเก็บน้ำ หรือเขื่อนในราคาไม่แพง กระจายจุดต่างๆให้พอเพียง เพื่อลดความแรงของน้ำ และกักน้ำฝนอันชุ่มฉ่ำ สะอาด ให้ดีในระดับน้ำดื่ม หรือน้ำเพื่อการเกษตร สำหรับคนไทยได้ตลอดปี จนต้องลบคำว่า “แล้งน้ำ” ออกไปจากคำไทยไปได้ ในวันนี้ น้ำลงมาแล้วเสียหาย ปล่อยไปอีกไม่กี่วันก็กลายเป็นน้ำเสีย หากท่วมขังนานๆก็มีเชื้อโรค ทำให้เราเจ็บป่วย บทเรียนครั้งนี้ ผมหวังว่าประเทศไทย จะใช้ความรู้ทาง “วิทยาศาสตร์” และลงทุนในการวิจัยพัฒนาเพื่อให้ได้ทางออก และรับมือกับภัยในระดับนี้ได้ดีในปีต่อๆไปได้

ผมเองในฐานะผู้อำนวยการ สวทช.ได้ดำเนินการให้นโยบายแก่ผู้อำนวยการศูนย์แห่งชาติ (BIOTEC MTEC NANOTEC และ NECTEC) ไปแล้ว และพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกหน่วยงาน ที่จะรับมือกับน้ำท่วม ทั้งในครั้งนี้และการป้องกันครั้งต่อๆไป และหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้บรรดาท่านที่ติดต่อสอบถามมา จะได้เครื่องมือในการหา “สาระความรู้” จาก ข้อมูลมากมายที่ท่วมท้นในเว็บไม่น้อยกว่าน้ำที่ท่วมประเทศ ได้เข้าถึงแก่นของสาระที่เราควรทราบ

หากท่านอ่านแล้วเห็นว่าควรปรับปรุงอย่างไร ที่จะช่วยให้เราได้เข้าถึงสาระความรู้อย่างรวดเร็ว โปรดแสดงความเห็นได้เลยครับ ผมจะรับไปดำเนินการต่อไป

ทวีศักดิ์ กออนันตกูล

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลทุกแหล่ง ที่ช่วยจัดทำข้อมูลชั้นเยี่ยม ที่ช่วยให้สามารถสรุปข้อมูลสำคัญได้

By htk999 Posted in Flood

ตาบอดแต่มองเห็น

เรื่องจริงครับ และหลักการที่คนตาบอดสามารถมองเห็นได้ คือการใช้เสียงสะท้อน หรือ echolocation ซึ่งเป็นวิธีการที่ค้างคาวใช้ในการบินและไล่จับแมลงตัวเล็กๆ ที่อยู่ไกลถึง ๑๐ เมตร หรือปลาโลมาใช้ในการ “มอง” หาวัตถุที่อยู่ในทะเลไกลถึง ๑ กิโลเมตร ซึ่งมนุษย์นำมาถอดแบบเพื่อสร้างเป็นระบบโซนาร์ (Sound Navigation and Ranging – SONAR) เพื่อใช้นำทางเรือดำน้ำในทะเลลึกซึ่งมืดสนิท แต่เรื่องที่ผมจะเล่านี้ เป็นการทำงานของหูคนและสมอง โดยไม่มีเครื่องมือใดๆเข้ามาเพิ่มเติม

เมื่อปี 2550 ได้มีรายงานข่าวจากโทรทัศน์ ABC News ในสหรัฐอเมริกา ว่าพบเด็กตาบอด ชื่อ เบ็น อันเดอร์วูด อายุ ๑๔ ปี เดินไปไหนมาไหนได้เหมือนคนธรรมดา ไม่ใช้ไม้เท้า ไม่ใช่สุนัข และยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถขี่จักรยาน เล่นสเก้ทบอร์ดได้โดยไม่ชนใครเลย รวมทั่งสามารถชู๊ตบาสเก็ตบอลเข้าห่วงได้สบายๆ เขาทำได้อย่างไร

เบ็นถือกำเนิดมาเหมือนคนทั่วไป มองเห็นได้ปกติจนกระทั่งอายุ ๒ ขวบ คุณแม่พบว่ามีเนื้องอกในตา ซึ่งทำให้ตาข้างหนึ่งขุ่นมัวจนมองไม่เห็นในช่วงเวลาเพียงสองเดือน แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งที่ตา ที่เรียกว่า เร็ตติโน-บลาสโทมา (retinoblastoma) ต้องรักษาด้วยเคมีบำบัด (chemotherapy) จึงจะชะลอการขยายตัว คุณแม่ของเบ็นก็เริ่มให้บำรุงรักษา เมื่อเวลาผ่านไป ๑๐ เดือน อาการก็ไม่ดีขึ้น แพทย์จึงเสนอทางเลือกว่า ความเสี่ยงของเคมีบำบัด คือ นอกจากเบ็นจะต้องทนกับความอ่อนแอของร่างกายเพราะการใช้เคมีบำบัดแล้ว ยังเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรคไปยังส่วนต่างไของร่างกายด้วย ซึ่งหากแพร่ออกไปแล้่ว จะทำให้เสียชีวิตได้ หากยอมผ่าตัด เอาดวงตาทั้งสองข่้างออกไป เพื่อยุติการใช้เคมีบำบัด เบ็นก็จะเป็นเด็กที่แข็งแรงต่อไปได้ แต่จะมองไม่เห็๋นไปตลอดชีวิต คุณแม่ของเบ็นตกลงให้ผ่าตัด

Ben Underwood's mother - Aquanetta Gordo

ในหลังการผ่าตัด เบ็นตกใจมากที่มองไม่เห็นอะไรอีก แต่คุณแม่ก็ได้ปลอบโยนว่า ลูกสามารถได้ยินเสียง ได้กลิ่น และใช้มือสัมผัสสิ่งต่างๆได้ ขอให้มองโลกด้วยประสาทสัมผัสอื่น และใช้ชีวิตแบบธรรมดา

เบ็น อันเดอร์วูด บนถนน

เชิญชมวิดีโอเล่าเรื่องของเบ็น พบกับคุณแม่ของเบ็น ผู้ให้กำลังใจและสร้างจินตนากรจนเบ็นสามารถ “มองเห็น” ภาพต่างๆรอบตัว ได้ด้วยการได้ยิน ซึ่งในโอกาสต่อมา ได้พัฒนากลายเป็นระบบ echolocation ที่ทรงประสิทธิภาพ เท่ากับเรด้าร์ของเครื่องบินที่บินได้ในที่มืด หรือเรือดำน้า โดยไม่ต้องมีเครื่องมืออะไรเสริม

เด็กมหัศจรรย์ – มองเห็นโลกรอบตัวได้ด้วยเสียง ตอนที่ ๑


 

เด็กมหัศจรรย์ – มองเห็นโลกรอบตัวได้ด้วยเสียง ตอนที่ ๒

นักวิทยาศาสตร์ ทดสอบระดับความสามารถของการสร้างภาพด้วยการฟังเสียงสะท้อนของเบ็น


 

เด็กมหัศจรรย์ – มองเห็นโลกรอบตัวได้ด้วยเสียง ตอนที่ ๓

เบ็นย้ายบ้าน ย้ายโรงเรียน เขาไม่อยากใช้ชีวิตในโรงเรียนเด็กตาบอด เขาถือว่าตัวเองไม่พิการ และรังเกียจการใช้ไม้เท้่าสีขาวในการเดิน และพร้อมที่จะเรียนกับเด็กธรรมดา ไปไหนมาไหนโดยอิสระ เล่นเกม เล่นกิฬาได้ตามปกติ แต่ก็ยังขาดการเรียนรู้อีกหลายอย่าง เช่น การสร้างภาพแผนที่ในสมอง เพื่อป้องกันไม่ให้หลงทาง


 

เด็กมหัศจรรย์ – มองเห็นโลกรอบตัวได้ด้วยเสียง ตอนที่ ๔

พบกับแดนคิช (Dan Kish) มีความสามารถด้าน echolocation ไม่น้อยกว่าเบ็น แต่ใช้ไม้เท้า เพื่อความสมบูรณ์ของการเคลื่อนที่โดยไม่หลงทาง ผู้นำองค์กร World Access for the Blind และครูสอนคนตาบอด เบ็นจะเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมจากแดนได้หรือไม่?


แดนคิช กำลังสอนเด็กตาบอดเพื่อหัดฟังเสียงสะท้อน


เด็กมหัศจรรย์ – มองเห็นโลกรอบตัวได้ด้วยเสียง ตอนที่ ๕

เบ็นค้่นพบว่า คนตาบอด สามารถรวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมที่ช่วยเหลือกัน รวมทั้งพบจุดอ่อนของระบบ echolocation ของตนเองจากแดนคิช ซึ่งหากละเลยการใช้ไม้เท้าให้เป็นประโยชน์ อาจเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่ร้ายแรีงได้


เด็กมหัศจรรย์ – มองเห็นโลกรอบตัวได้ด้วยเสียง ตอนจบ

เบ็น เสียชีวิตแล้ว อายุเพียง ๑๖ ปี เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๒ ด้วยโรคมะเร็งที่เคยต้องทำให้เขาผ่าตัดตาตอนอายุสามขวบ

ขอให้เบ็นไปสู่สุขคติ


Echolocation – การมองเห็นด้วยเสียงสะท้อน

ทวีศักดิ์ กออนันตกูล
๒๗ มีนาคม ๒๕๕๔

เบ็นสามารถมองเห็นโดยการทำเสียง “คลิ๊ก” ด้วยปาก (ประมาณสองครั้งต่อวินาที) ทุกครั้งที่เขาคลิ๊ก เขาจะตั้งใจฟังด้วยหูทั้งสองข้าง เพื่อรับเสียงสะท้อนที่มาจากวัตถุขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงทิศทางที่ของหันหน้าไปหา สมองของเบ็น จะสามารถตีความเสียงสะท้อน (อันแผ่วเบา) ที่เขาได้ยิน เพื่อตีความถึงขนาดและระยะทางของสิ่งที่สะท้อนเสียง วัตถุใดที่มีขนาดใหญ่ และแข็ง ก็จะสะท้อนเสียงได้มาก ส่วนระยะทาง จะประมาณจากระยะเวลาที่เสียงสะท้อนกลับมา เสียงมีความเร็วประมาณวินาทีละ 342 เมตร (ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความกดดันของอากาศด้วย) หูของเบ็น มีความสามารถในการประมาณระยะทางจากเวลาที่สะท้่อน บ่อนครั้งที่เบ็นต้องคลิ๊กสองสามครั้งและหันหน้าไปทางซ้าย ทางขวา เพื่อสร้างภาพด้านหน้าเขาที่สมบูรณ์ และเมื่อใดก็ตามทีี่เขาหยุดคลิ๊ก เขาอาจจะชนวัตถุต่างๆที่เงียบ คนตาบอดมักจะไวต่อแหล่งกำเนิดเสียงมากกว่าคนตาดี หากมีรถยนต์วิ่งมา หรือมีเสียงคนพูด ก็จะทราบ หรือหันหน้าไปถูกทางได้ดีเท่าคนปกติ

ภาพข้างล่างนี้้ แสดงวิธีที่ปลาโลมามองไปข้างหน้าด้วยเสียง แต่ปลาโลมาจะคลิ๊กประมาณ ๖๐๐ ครั้งต่อวินาที โดยความสามารถด้าน echolocation ของโลมาและวาฬ มีมากว่า ๓๐ ล้านปีแล้ว จนถือได้ว่าเป็นวิวัฒนาการที่สมบูรณ์แบบพอๆกับค้างคาว

คนตาบอดที่สามารถใช้ echolocation ที่เป็นที่รู้จักกันดีมีดัีงต่อไปนี้ (ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย

๑. เจมส์ โฮลแมน – (พ.ศ.๒๓๓๒-๒๔๐๐) มีชื่อเสียงว่าเป็น นักท่องเที่ยวตาบอด ซึ่งใช้เสียงเคาะไม้เท้าเพื่อการเดินทางทั่วโลก ถือว่าเป็นบุคคลแรกที่มีการบันทึกว่า สามารถใช้เสียงในการมองด้วย echolocation

๒. แดน คิช – สูญเสียดวงตาเมื่ออายุเพียง ๑๓ เดือน เนื่องจากเป็นมะเร็งที่จอรับภาพ (retinal cancer) จำเป็นต้องผ่าตัดดวงตาออก เขาพัฒนาเครื่องมือส่งเสียงคลิ๊ก และใช้หูฟังเสียงสะท้อนจนสามารถเดินป่าและปีนเขาได้อย่างปลอดภัย เขานำกลุ่มคนตาบอดและสอนคนหนุ่มสาวที่ตาบอดในการเดินทางด้วยไม้เท้าสีขาวและการฟังเสียงสะท้อนผ่านทางองค์การที่ไม่แสวงหากำไร ชื่อ World Access for The Blind.

๓. เบ็น อันเดอร์วูด – จากเมืองมินเนสโซตา แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สูญเสียดวงตาทั้งสองข้างเมื่ออายุ ๓ ขวบเนื่องจากการผ่าตัด และเสียชีวิตเมื่ออายุ ๑๖ ปี รายละเอียดตามที่ปรากฏในบทความนี้

๔. ทอม ดีวิต – ชาวเบลเยี่ยม เกิดเมื่อปี ๒๕๒๒ มีต้อหินทั้งสองตาตั้งแต่กำเนิด ทำให้สายตาเลือนราง สามารถเล่นดนตรี (ฟลู๊ต) ได้ แต่ก็ต้องเลิกเล่นในปี ๒๕๔๘ และตาบอดสนิททั้งสองข้างในปี ๒๕๕๒ ได้เรียนรู้เทคนิค การมองด้่วยเสียงสะท้อนจากแดนคิช และได้รับสมญาจากนักข่าวว่าเป็น แบทแมนแห่งเบลเยี่ยม

๕. ดร.ลอเรนซ์ สแคดเดน – สูญเสียดวงตาเนื่องจากอุบัติเหตุเมื่ออายุ ๕ ขวบ แต่สามารถเข้าเรียนหนังสือตามปกติจนสำเร็จปริญญาเอก เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวางนโยบาย และผู้เขียนหนังสือ My Life without Sight ซึ่งเล่าว่าเขาสามารถใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการทำให้มีชีวิตอิสระทั้งๆที่ตาบอด และประสบความสำเร็จเกินความคาดหวังของตนเอง ดร.สแคดเดนสามารถขี่จักรยานได้โดยไม่ชนใครเนื่องจากใช้วิธีฟังเสียงรอบตัว (facial vision) และจะส่งเสียงคลิ๊กเฉพาะในโอกาสที่จำเป็น เพื่อให้มองเห็นภาพรอบตัวได้หรือในกรณีที่มีการแจ้งเตือน ดร.สแคดเดน ได้รับรางวัลครูสอนคนพิการยอดเยี่ยมจากหน่วยงาน National Science Teachers Association (NSTA) ของสหรัฐอเมริกา

๖. ลูกัส เมอร์เรย์ – จากเมืองพูล แคว้นดอร์เส็ต ประเทศอังกฤษ ตาบอดแต่กำเนิด ถือว่เป็นคนอังกฤษคนแรกที่สามารถใช้เทคนิค echolocation ที่สอนโดยแดนคิช

๗. เควิน วอร์ริค – เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทดลองระบบ echolocation ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยการฝังขั้วไฟฟ้าเพื่อส่งสัญญาณเข้าเส้นประสาท โดยการส่งคลื่นเสียงที่มีความถี่สูงกว่าที่คนได้ยิน (อัลตราโซนิก) และรับเสียงสะท้อนเข้ามายังประสาท ทำให้สามารถตรวจจับสิ่งของที่มีขนาดเล็กกว่าการทำเสียงคลิ๊กด้วยปาก

Broadband ในอังกฤษ ช้ากว่านกพิราบ (๑๖ กย.๒๕๕๓)

ข่าวล่าสุดจาก BBC เล่าว่า เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๓ ได้มีการแข่งขันความเร็วในการรับส่งข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตชนบท​ที่เป็น broadband กับวิธีการส่งข่าวแบบโบราณ ซึ่งใช้มาตั้งแต่สมัยโรมัน คือการใช้นกพิราบ สิบตัว ที่มี USB drive มัดติดกับขา แต่ละตัว มีข้อมูลภาพยนต์ขนาด ๓๐๐ เม็กกะไบต์

การส่ง เริ่มจากฟาร์มแห่งหนึ่งในยอร์คเชียร์ จุดหมายปลายทาง คือ เมือง สเค็จเนส ห่างออกไป ๑๒๐ กิโลเมตร

ผลปรากฏว่า …

นกบินถึงปลายทาง โดยใช้เวลา ๑​ชั่วโมงกับสิบห้านาที ขณะซึ่งการ upload ข้อมูล ทำได้เพียง ๒๔% ของไฟล์ขนาด ๓๐๐ เม็กกะไบต์ เจ้ของฟาร์มกล่าวว่า บ้านเขามีความเร็วในการส่งข้อมูล ประมาณ​ ๑๐๐-๒๐๐ กิโลบิตต่อวินาทีเท่านั้นการส่งข้อมูลด้วยนกจึงเร็วกว่า

ก่อนหน้านี้ เคยมีการทดลองที่อัฟริกา โดยการส่งไฟล์ขนาด ๔ กิกะไบต์ไปเป็นระยะทาง ๙๖​กิโลเมตร ปรากฏว่า นกบินถึงปลายทางใณะที่การส่งทางอินเทอร์เน็ตทำได้เพียง ๔% ของไฟล์เท่านั้น

กิจกรรมการประชาสัมพันธ์นี้ ดำเนินการขึ้นเพื่อรณรงค์ให้มีการปรับปรุงอินเทอร์เน็ตชนบทของประเทศอังกฤษ ซึ่งหลายๆพื้นที่ ยังได้รับบริการที่มีคุณภาพต่ำ

หากท่านผู้ใดอยากทดลองบ้างในประเทศไทย รบกวนแจ้งให้ผมทราบด้วยครับ จะได้นำมาเล่ากันอ่าน

ทวีศักดิ์ กออนันตกูล
๒๐ กันยายน ๒๕๕๓