ดูระดับน้ำกลางกรุงเช้าวันนี้ (๖ พย.๒๕๕๔)

ระดับน้ำคลอง ใน กทม.

เว็บดูระดับน้ำในคลองของ กทม. (โดยสำนักการระบายน้ำ) ช่วยให้ผมสามารถดูระดับน้ำในคลองต่างๆได้จากที่บ้าน   จึงขอแบ่งปันมาให้ดูกัน ท่านที่อยากกดดูเองสดๆ ก็ทำได้เลยครับ เข้าไปที่ http://dds.bangkok.go.th/Canal/ จากนั้นก็เลือกชื่อคลองจากเมนูทางซ้ายมือ ก็จะได้ผังแสดงลักษณะของคลอง ช่วงต่างๆและตำแหน่งที่ตั้งเครื่องวัด ด้านล่างของผังก็จะเป็นภาพหน้าตัด แสดงความสูงของตลิ่ง และความสูงของระดับน้ำ ที่ไหนก็ตามที่มีระดับน้ำสูงกว่าระดับตลิ่ง ก็แปลงว่าน้ำล้นตลิ่ง ท่วมถนนหรือบ้าน ขอเชิญชมตัวอย่างของคลองเปรมประชากร ที่ผมเข้าไปดูเมื่อ ๘ น. เช้านี้ครับ ทำให้ทราบว่า มีน้ำท่วมที่บริเวณวัดเทวสุนทร

ลองดูภาพจากคลองอื่นๆบ้าง เช่น คลองสามเสน ซึ่งรับน้ำต่อจากคลองเปรมมาลงที่แม่น้ำเจ้าพระยาที่ ถนนพระราม ๕

บ้านผมอยู่ใกล้คลองสามเสน และได้ประโยชน์จากคลองนี้อย่างมาก เพราะ กทม.มีการสูบน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาได้เป็นอย่างดี  ปกติคลองนี้จะปิดประตูน้ำตลอด เพราะมีการสูบออกให้ระดับต่ำกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่เสมอ เวลาฝนตกแรงๆ จนน้ำท่วม ฝนหยุดเดี๋ยวเดียว ถนนก็แห้ง

วันนี้น้ำท่วมถนนวิภาวดีรังสิตมาจนถึงห้าแยกลาดพร้าว ภาพข้างล่างเป็นข้อมูลเกี่ยวกับคลองลาดพร้าวและบางซื่อครับ ทำให้เราทราบว่ามีน้ำท่วมในช่วงวัดลาดพร้าวและเสนานิคมอยู่พอควร

คงจะมีหลายท่านที่อยากทราบระดับของคลองแสนแสบ เพราะบ้านท่านอยู่ใกล้ ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ และสุขุมวิท ด้านซอยเลขคี่ เช้านี้คลองแสนแสบ สภาพดีครับ ไม่มีน้ำล้นตลิ่งที่ไหนเลย แต่ก็สมควรเฝ้าระวังครับ

น้าบนผิวถนนใน กทม.

ผมเน้นการดูระดับน้ำในคลองมากกว่าบนถนน เพื่อให้เราสามารถ “คิดล่วงหน้า” ก่อนน้ำจะมาถึง เพราะระดับน้ำในคลอง หากใกล้หรือเริ่มจะล้นตลิ่ง ทำให้เรามีเวลาเตรียมตัวหนี  ระดับน้ำบนถนนเป็นสิ่งสุดท้ายครับ เมื่อน้ำท่วมถนน ก็แปลว่ามันเต็มคลอง เต็มท่อระบายน้ำจนหมดเกลี้ยงแล้ว จึงโผล่มาที่ถนน  ในทางกลับกัน เมื่อน้ำท่วมแล้ว สิ่งที่เราอยากดูจากระยะไกล คือ ระดับน้ำบนถนน เมื่อใดน้ำจะลดลงจากถนน ผู้คนจะได้ใช้สัญจรได้  เราสามารถนำมาใช้วางแผนการเดินทาง  อีกไม่นานเกินรอ พวกเราก็คงอยากเข้า Traffy หรือ Google Earth ชนิดที่บอกเรื่องน้ำท่วมถนนได้ด้วย เพิ่มเติมจากที่บอกสภาวะการจราจร

ท่านที่สนใจจะดูน้ำท่วมถนน เชิญเข้าไปที่ http://dds.bangkok.go.th/Floodmon/ และเลือกถนนใกล้บ้านท่านได้เลย หากอยากจะดูน้ำท่วม ผมขอนำภาพจาก  “FL10 ซอยแจ้งวัฒนะ 14” ซึ่งรายงานว่า ตอนนี้ท่วมตั้ง ๖๖ ซม.

ระบบการตรวจวัดจากระยะไกล (โทรมาตร) เช่นนี้ มีประโยชน์มากต่อประชาชน และช่วยให้เราทราบข้อเท็จจริงด้วยการอ่านค่าจากเครื่องวัดโดยตรง ไม่ต้องผ่านการรายงาน การทำข่าว ซึ่งมักจะมีการลดทอนความแม่นยำของข้อมูล หรือผิดเพี้ยนไประหว่างการนำเสนอ  เสียอย่างเดียว ระบบในวันนี้ ใช้ยากไปหน่อย เพราะต้องเข้ามาที่หน้าจอนี้ก่อน แล้วต้องกดเรียกทีละถนน ผมจะสร้าง social network ที่มีหน้ารายงานต่างๆแยกเป็นคนละเว็บไปเลยไม่ได้  เรียกจาก iPad หรือ iPhone ก็ไม่ได้ เนื่องจากเป็น Flash   สิ่งที่ขะง่ายทีสุดก็คือการแสดงเป็นแผนที่ถนนและคลอง เมื่อเมาส์ไปอยู่ที่ถนนหรือคลอง  สถานภาพของจุดนั้นก็จะ pop up ขึ้นมาให้เราดูทันที    หวังว่าคงไม่นานเกินรอ เราน่าจะได้สิ่งนี้มาใช้ประโยชน์  ในวันนี้ก็นับว่าพอเพียงครับ

ทวีศักดิ์ กออนันตกูล
20111106- 10:08

ที่ประชุม สสส. เห็นชอบแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารปี 53 – 55

[เว็บทำเนียบรัฐบาล] ได้รายงานในวันศุกร์ที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๓ ว่าที่ประชุม สสส. เห็นชอบแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารปี 53 – 55 (15/1/2010) ผมอ่านดูแล้ว เห็นว่าเป็นสิ่งดี ที่องค์กรนี้ได้จัดทำแผนเพื่อนำ ICT มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาสุขภาวะของประชาชนอย่างชาญฉลาด จึงขอนำมาเผยแพร่สู่กัน ตามรายละเอียดดังนี้ครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ครั้งที่ 1/2553 โดยมีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายกนก วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุม สรุปสาระสำคัญดังนี้

ที่ประชุมเห็น ชอบแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 2553 – 2555 เพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการดำเนินงานของ สสส. และภาคีเครือข่ายต่อไป

แผนแม่บทฯ มีวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การดำเนินงาน ความว่า

สสส. ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสนับสนุนการดำเนินพันธกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ธรรมาภิบาล และพัฒนาไปสู่องค์กรดิจิทัล

มีแผนงาน/โครงการ 12 แผนงาน ประกอบด้วยโครงการย่อย 32 โครงการ งบประมาณดำเนินงาน 80.8 ล้านบาท

โดยเมื่อดำเนินการตามแผนแม่บทฯ สำเร็จแล้ว สสส. จะสามารถใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการดำเนินงานตามพันธกิจได้ อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดขั้นตอน ระยะเวลา และค่าใช้จ่าย มีธรรมาภิบาล สามารถตอบสนองผู้มีส่วนได้เสียอย่างชัดเจน โปร่งใส ทันเวลา ตรวจสอบได้ รวมถึงการพัฒนาไปสู่องค์กรดิจิทัลที่สามารถขยายการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ได้ อย่างรวดเร็ว กว้างขวาง ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง เป็นการสร้างสังคมฐานความรู้ นำไปสู่การมีสุขภาวะอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ที่ประชุมอนุมัติแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) ปีที่ 3 (พ.ศ. 2553) มีระยะเวลาดำเนินงาน 1 ปี ภายในวงเงินโดยรวมประมาณ 51 ล้านบาท โดยมีมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) เป็นผู้รับผิดชอบ โดยแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชนมีวิสัยทัศน์ว่า

เด็กและเยาวชนมีสุขภาวะอันเกิดจากการพัฒนาการเรียนรู้ผ่านสื่ออย่างมีคุณภาพ มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะชีวิต รู้เท่าทันสื่อ สามารถใช้สื่อเพื่อพัฒนาตนเอง ครอบครัวและชุมชน

เป้าหมายผลผลิต (output) ให้เกิดโครงการสื่อเพื่อการเรียนรู้ของเด็กเยาวชนอย่างน้อย 50 โครงการ โดยมีโครงการที่เข้าถึงเด็กเยาวชนกลุ่มพิเศษอย่างน้อย 5 โครงการ เด็กเยาวชนผ่านกระบวนการเรียนรู้จากสื่อสร้างสุขภาวะอย่างน้อย 1 ล้านคน เกิดพื้นที่สร้างสรรค์สื่อทางเลือกระดับชุมชนที่สามารถนำไปขยายผลอย่างน้อย 5 พื้นที่ และตั้งเป้าหมายผลลัพธ์ (outcome) ให้เด็กเยาวชนกลุ่มเป้าหมายอย่างน้อย 20,000 คน เกิดการเรียนรู้และมีทักษะชีวิตเพิ่มขึ้น เครือข่ายอย่างน้อย 10 เครือข่าย มีบทบาทในการขยายผลและขับเคลื่อนนโยบายในระดับท้องถิ่น/ระดับชาติ

นอก จากนี้ ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการสนับสนุนวาระเด็กและเยาวชนในงานวันเด็กแห่งชาติ รับทราบรายงานความก้าวหน้าแผนสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและ อุบัติภัย และรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางการดำเนินงาน ตามแนวทางการรองรับผลกระทบทางสุขภาวะอันเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส บรรเจิดกิจ / รายงาน

การปรับปรุงหลักสูตรการอบรม CIO ในระบบราชการไทย

เช้านี้ ได้รับ email จากคุณพรพรหม ไปประชุมการปรับปรุงหลักสูตรการอบรม “ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง” ในวันพรุ่งนี้

ผมเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญมากครับ เพราะตั้งแต่เรามีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๑ เรื่องการแต่งตั้งผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง (Chief Information Officer: CIO) ประจำกระทรวง ทบวง กรม และรัฐวิสาหกิจเป็นต้นมา การดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ CIO ก็มีพัฒนาการขึ้นมาตามลำดับ มาถึงวันนี้ ก็เรียกได้ว่าใกล้จะครบ ๑๑ ปีในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ การปรับปรุงหลักสูตร ควรจะดำเนินการแบบเห็นภาพรวม (holistic) และควรเรียนรู้จากประสบการณ์เดิมแล้วเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ

สิ่งที่คณะกรรมการควรจะลงมือทำอย่างจริงจัง น่าจะประกอบด้วย

  1. ติดตามผลกระทบของการมี CIO ภาครัฐ ทั้งในด้านที่ดี และด้านที่เรายังไม่ถึงดวงดาว
  2. ทบทวน “บทเรียน” ที่เราได้รับ โดยตั้งเป้าหมายให้สูง ว่าหากจะไปต่อให้ดีขึ้นกว่าเดิม มีอะไรสำคัญที่ต้องทำมากกว่านี้ และหากเกินกำลัง ก็ควรนำเรื่องเสนอ ครม.ให้พิจารณาที่จะมาร่วมทำดีต่อประเทศไทยด้วย
  3. เราอาจจะต้องการหลักสูตรการพัฒนา CIO ที่ดีกว่าเดิม รวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้าน ICT ในภาครัฐท่านอื่นๆด้วย เช่น เรื่อง eGovernance (สำหรับปลัดกระทรวงและอธิบดี) การบริหารโครงการที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ และการ Outsourcing (เพื่อ CIO และ ผู้บริการหน่วยงาน IT ขององค์กร)  การประเมินความสัมฤทธิ์ผลของโครงการด้านสารสนเทศและความรู้ (เพื่อสำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ กรมบัญชีกลาง และ กพร.)
  4. การสอนที่ดี ไม่น่าจะเกิดได้โดยเพียงการ “ประสานงาน” ไปยังวิทยากรต่างๆจำนวนมาก แต่ละท่านก็สอนตามแนวของตนเอง เก่งกันคนละทาง และตีความหลักสูตรกันเอง ซึ่งเป็นวิธีการที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มโครงการอบรมในช่วงสองสามปีแรกเท่านั้น  หากจะให้การอบรมสัมฤทธิ์ผล หลักสูตรที่จัดทำใหม่ ควรจะมีทีมกลางที่บริหารจัดการอย่างจริงจัง มีผู้อำนวยการหลักสูตร และจัดวิทยากรทั้งหมด จนสามารถสอนกันเป็นทีมอย่างดี ในลักษณะที่เขาเรียกกันว่า executive education
  5. ในการดำเนินการดังกล่าว ภาครัฐอาจจะต้องพัฒนา “สถาบัน” ที่สามารถทำงานเหล่านี้เป็นอย่างดี

ในเรื่องการจัดให้มีสถาบันมาดูแล ผมเองไม่อยากให้ตั้งสถาบันใหม่ เพราะเราตั้งสถาบันแบบนี้ขึ้นมาแยะ  และเมื่อทำงานไม่ถูกใจ เราก็ตั้งสถาบันใหม่ขึ้นมาซ้อน และไม่ได้ดำเนินการอะไรกับสถาบันเก่าๆ  ซึ่ง งานพัฒนา CIO นั้น สามารถที่จะเป็นหลักสูตร executive education program ในสถาบันเก่าแก่ของประเทศ ซึ่งก่อตั้งตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ คือ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ซึ่งผมเทียบสถาบันนี้เท่ากับ Kennedy School of Government (อยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด) หรือ Lee Kuan Yew School of Public Policy (สถาบันอายุ ๑๗ ปี ในสิงคโปร์)

อย่างไรก็ตาม NIDA เอง อาจจะไม่ได้สนใจทำในเรื่องนี้ ซึ่งก็อาจจะเกิดจากสาเหตุของการจัดความสำคัญของกิจกรรมของสถาบัน ผลที่เราเห็นได้ คือ หน่วยงานอื่น เช่น กพ. และ รัฐสภา ต่างก็ไปตั้งสถาบันที่จะพัฒนาคนมาบริหารงานภาครัฐเสริม (หรือซ้อน?) กับ NIDA เช่น สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน และสถาบันพระปกเกล้าฯ  ซึ่งทั้งสองสถาบันต่างกับ NIDA เพราะทำงานแบบหน่วยงานประสานวิทยากรมากกว่าเป็นมหาวิทยาลัย หรือ สถาบันจริงๆ ที่จะต้องมีอาจารย์ประจำ มีการศึกษา วิจัย และทำงานด้านวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสร้างความรู้ใหม่เพื่อการนำไปปฏิบัติ รวมถึงนโยบายสาธารณะที่จำเป็น

จากที่เล่ามาข้างต้น ผมจึงใครขอสรุปบทเรียนที่ผมได้รับจากการที่ทำงานที่เนคเทค และมีหน้าที่พัฒนา CIO ในช่วง ๙ ปีแรกของโครงการโดยสังเขปดังนี้

  • การพัฒนา CIO เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และทำกันในหลายๆประเทศ —ควรทำต่อไป
  • การตั้งตำแหน่ง CIO แถมให้กับตำแหน่งรองปลัดกระทรวง หรือรองอธิบดี น่าจะเลิกได้แล้ว เพราะท่าน CIO ทั้งหลาย มองเห็นว่าเป็นแค่ “หน้าที่เพิ่ม” ไม่มีความดีความชอบหรือ recognition ใดๆเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด —ควรปรับปรุงให้มีตำแหน่ง รองปลัดCIO รองอธิบดีCIO และ รองผู้ว่าราชการจังหวัดCIO
  • ที่ผ่านมา CIO ภาครัฐเป็นแค่ทางผ่านของผู้ที่ต้องเลื่อนตำแหน่งต่อเป็น CEO (ปลัดกระทรวง หรือ อธิบดี) มีเพียงส่วนน้อยของ CIO (น่าจะประมาณ ๑๐%) ที่ท่านทำเรื่องไอทีและบริหารตรงตามสาย และเอาจริงเอาจังจนสำเร็จ ได้เป็น CIO —ควรเลือกคนที่มีประสบการณ์ไอทีมาเป็น CIO
  • โครงการไอทีในภาครัฐของทุกกรมรวมกัน มีจำนวนมากมาย ปีหนึ่งอยู่ประมาณ ๔,๐๐๐ ถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ไดัรับการดูแลโดย CIO อย่างเต็มเวลา เชื่อได้เลย ว่าเกิดความสูญเสียในการว่าจ้างที่ไม่ได้ผล การออกสเป็คตามผู้ขายบางรายที่มาวางให้ (ซึ่งแปลว่าโครงการส่งมอบได้ ตรวจรับได้ รับเงินได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้งานสำเร็จเต็มที่) ความสูญเสียเหล่านี้ มีมูลค่ามากกว่าเงินเดือนของ CIO จริงๆในภาครัฐทั้งหมดรวมกัน (ประมาณ ๒๐๐ คน) หากมีการตั้งขึ้นมา CIO ตัวจริงควรจะเป็นผู้ที่รู้เรื่อง และรู้ทันเทคโนโลยีมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน – พูดง่ายๆก็คือ สำนักงบประมาณและ กพ. ใช้เหตุผลในปี ๒๕๔๑ ว่า “ยังไม่ควรตั้งตำแหน่ง CIO เป็นตำแหน่งใหม่ เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ น่าจะให้ไปอยู่กับผู้ที่ทำหน้าที่คุมหน่วยวางแผนหรือไอทีไปก่อน” —ควรศึกษาผลกระทบจากการมี CIO ที่ตั้งใจทำงานไอทีอย่างจริงจัง
  • น่าจะทำความเข้าใจกับสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลัง ว่าวิธีแบบเดิมๆ แม้จะประหยัดเงินเดือน CIO ได้ประมาณปีละ ๑๐๐-๑๕๐ ล้านบาทก็จริง แต่การพัฒนา eGovernment ของประเทศไทยก็ยังคงใช้เงินปีละหลายพันล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นการปล่อยโครงการที่มีความสำเร็จต่ำ (ตามการประเมินของ UN, WorldBank, WEF, Brown University ฯลฯ) จนแน่ใจได้ว่าเวียดนามแซงเราแน่นอน  ถ้ายังคงทำตามวิธีเดิมๆ ผมก็เชื่อว่าอันดับของ eGovernment ขิงไทย ที่เคยอยู่ที่ ๔๐ และตกลงมาเป็นที่ ๔๗ ในปี ๒๐๐๘ ก็คงจะร่วงต่อไปแน่นอน  น่าจะถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องจัดระบบตำแหน่งในการดูแลไอทีในองค์กรอย่างจริงจัง (ขอฝาก ก.พ.ผลักดันด้วย) —ควรทำเรื่องเสนอ ครม. ผ่านทาง ก.พ. ร่วมกับ กพร.
  • แม้จะมีตำแหน่ง CIO จริงๆขึ้นมา แต่หากการอบรมผู้บริหาร ยังแยกๆกันอยู่ เป็นกลุ่ม Public Admin อยู่ที่หนึ่ง อบรมขรก.เป็นผู้บริหารอีกแห่งหนึ่ง  และอบรมเรื่อง การบริหาร+นโยบายสาธารณะ+กฎหมายมหาชนอีกที่หนึ่ง  และอบรม CIO ก็อีกที่หนึ่ง โดยทั้งสี่แห่งต่างก็รับเงินงบประมาณมาสถาปนาสถาบันและดำเนินงานกันไป และเก็บเงินข้าราชการจากต้นสังกัด แต่ก็ยังขาดแคลนอาจารย์ที่รู้และวิจัยเรื่องแบบนี้จริงจัง  เราไปต่อแบบนี้ได้สบายครับ แต่เกรงว่าใช้เงินเต็มที่ แต่ผลลัพธ์อาจจออกมาต่ำ  หากจะจัดอะไรดีๆ ก็คงต้องไปเชิญต่างชาติมาสอน เสียค่า license แพงๆอย่างน่าเสียดาย เพราะไม่มีการเลี้ยงดูอาจารย์เก่งๆ (จะเป็นคนไทยหรือต่างชาติก็ได้) ที่จะเอาจริงเรื่องนี้ให้มึคุณภาพสูง วิจัยปัญหาของเราอย่างต่อเนื่อง อละนำมาสอนจริง กรณีนี้ ผมไม่บังอาจให้ยุบหน่วยงานใดครับ แต่ต้องมีการจัดการ —ควรพืจารณางบประมาณของสี่หน่วยงานภายใต้มาตรฐานเดียวกัน และพิจารณาในกลุ่มเดียวกัน โดยประเด็นสำคัญ คือ สถาบัน สร้างวิชาการที่เป็นเลิศในสายของตนเองได้หรือไม่ อย่างไร หาตัวชี้วัดของสามสี่หน่วยงานที่เทียบกันได้ อีกสิบปีใครทำไม่ได้เรื่องก็หาทางยุบรวมกันได้ แต่ต้องเริ่มเดี๋ยวนี้

ส่วนเนื้อหาของหลักสูตร คิดว่าเป็นรองจากสถาบัน เพราะหากกระบวนการสร้างหลักสูตร ไม่ได้เกิดจากการประเมินผลลัพธ์ ผลกระทบ และบทเรียนจากอดีต หรือไม่เทียบกับต่างประเทศ หา gap ของเรา ว่าบกพร่องอะไรบ้าง แม้จะทำหลักสูตรออกมาได้ อบรมได้ มันก็ได้แค่สนองเกณฑ์วัดด้าน  input  เท่านี้น แต่ผลลัพธ์และผลกระทบ น่าจะยังไม่ได้

ขอเชิญออกความเห็นเพื่อใช้ในการพัฒนาหลักสูตร และพัฒนาสถาบันให้เกิดความยั่งยืนครับ

ทวีศักดิ์ กออนันตกูล
๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒


ภาคผนวก

ประเด็นดั้งเดิม ๙ มิถุนายน ๒๕๔๑

เพื่อบริหารงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และให้เป็นไปตามนโยบายของประธานคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ

บทบาทและหน้าที่หลักของ CIO ตามที่กำหนดไว้ในมติคณะรัฐมนตรี คือ รับผิดชอบงานด้านไอทีของหน่วยงาน จัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งมีอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรในการดำเนินโครงการไอทีของหน่วยงาน

ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติ หน้าที่ ความรับผิดชอบของ CIO ไว้ โดยในเรื่องคุณสมบัติของ CIO นี้ ขอให้หัวหน้าส่วนราชการตั้ง และมอบหมายให้รองหัวหน้าส่วนราชการ เป็น CIO (รองปลัดกระทรวง, รองอธิบดี หรือรองหัวหน้าส่วนราชการ) และผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น CIO ต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่เนคเทค และสำนักงาน ก.พ. กำหนด

จากมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันส่วนราชการของไทยได้มี CIO ประมาณกว่า 200 คน ซึ่ง เนคเทค ร่วมกับสำนักงาน ก.พ. ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรม CIO อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ CIO ทุกท่านได้เข้ารับการอบรม และนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ของ CIO

นอกจากนี้เนคเทคในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ยังได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการทำงานของ CIO อยู่อย่างต่อเนื่อง อาทิ CIO Forum, การจัดทำจดหมายข่าว และการจัดสัมมนาทางวิชาการด้านไอที และการจัดทำ Home page CIO เป็นต้น

มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 29 ก.ค. 2546  เกี่ยวกับ โครงการสร้างวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของรัฐ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ดังนี้

1. ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการโครงการสร้างวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของรัฐตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2543 ต่อไป จนถึงเดือนกันยายน 2546 ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดโครงการฯ โดยหน่วยงานไม่จำเป็นต้องสร้างกิจกรรมใหม่ แต่ให้ดำเนินการโดยผ่านกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่เป็นประจำ อาทิ การประชุมเพื่อจัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย (ICT) การประชุมเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ของประเทศไทย การประชุมคณะกรรมการ CIO (Chief Information officer) ประจำหน่วยงาน เป็นต้น

2. ให้ทุกกระทรวงรวบรวมผลการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2543 ของหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดส่งให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารภายในเดือนตุลาคม 2546 เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการกำหนดแนวนโยบายในเรื่องการพัฒนาความรู้และ ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต่อไป

3. กรณีที่หน่วยงานใดเห็นว่าไม่มีความจำเป็นในการจัดบรรยายเนื่องจากผู้บริหาร ระดับสูงมีวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และมีผลงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นที่ประจักษ์ ก็อนุโลมให้ไม่ต้องจัดให้มีการบรรยายในเรื่องดังกล่าวอีก แต่ขอให้หน่วยงานดำเนินการตามความเหมาะสม เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูง (ระดับ 9 – 11) ของหน่วยงานทุกคนสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการค้นหาข้อมูลและรับส่งจดหมาย อิเล็กทรอนิกส์(e-mail) ในการสื่อสาร หรือติดตามการดำเนินงานต่าง ๆ ของหน่วยงานในกำกับได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการผลักดันให้เกิดรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ได้รวดเร็วขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาล และขอให้หน่วยงานจัดทำรายงานผลการดำเนินงานดังกล่าวในปีงบประมาณ 2546 ส่งแก่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ภายในเดือนตุลาคม 2546

สำหรับเรื่องนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับรายงานจากกระทรวงการคลัง (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) ว่า สมควรยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2543 ที่ให้หน่วยงานเป็นผู้กำหนดวิทยากร หัวข้อ และจัดหางบประมาณในการดำเนินการโครงการเอง และให้ CIO (Chief Information Officer) ของกระทรวง ทบวง กรม เป็นผู้รับผิดชอบโครงการดังกล่าว โดยอาจใช้งบประมาณจากงบประมาณที่ใช้ในการจัดประชุมผู้บริหารระดับสูงประจำปี ให้สำนักงาน ก.พ. บรรจุหัวข้อเกี่ยวกับ “วิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ” ในหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.) โดยมีช่วงเวลาสำหรับการบรรยายในหัวข้อนี้ไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง และให้กระทรวง ทบวง กรม ที่มีการจัดหลักสูตรนักบริหารระดับสูง บรรจุหัวข้อเกี่ยวกับ “วิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ” ในหลักสูตรด้วย โดยมีช่วงเวลาสำหรับการบรรยายในหัวข้อนี้ไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศถือเป็นสิ่งจำเป็นในการบริหารงาน ถึงแม้ว่าจะไม่มีการจัดอบรมหลักสูตรหัวข้อเกี่ยวกับการสร้างวิสัยทัศน์ด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้บริหารของหน่วยงานก็ต้องศึกษาหาความรู้ด้านเทคโนโลยีเป็นประจำอยู่แล้ว

จากผลการศึกษาวิจัยเรื่องผลกระทบของมาตรการการแต่งตั้ง CIO และการจัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศของกระทรวงต่อการดำเนินการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศในภาครัฐ ซึ่งได้สำรวจข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคม -พฤศจิกายน 2545 ที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐยังบริหารงานโดยให้ความสำคัญกับสารสนเทศที่ ประกอบการตัดสินใจน้อยเกินไป อีกทั้งยังไม่ใช้ ICT เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารงานมากเท่าที่ควร ซึ่งแย้งกับสมมติ

ฐานข้างต้นที่ว่าผู้บริหารต้องศึกษาหาความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่แล้ว และด้วยภารกิจจำนวนมาก และเงื่อนไขเวลา

ที่จำกัดของผู้บริหารในภาครัฐ จึงเป็นไปได้ยากที่ผู้บริหารจะให้ความสนใจหรือศึกษาความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเอง

ที่มา : เว็บไซต์รัฐบาล