หลังเหตุการณ์ความรุนแรง+การทำนุบำรุงฟื้นฟูประเทศไทย

(ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 20100522/1905)

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา และเข้าสู่ไคลแม็กส์เมื่อคืนวันที่ ๑๙ พค. ๒๕๕๓ นับว่าเป็นเรื่องที่สร้างความสะเทือนใจแก่ประชาชนไทยมากที่สุด ครั้งนี้ มีความรุนแรงที่สูงกว่าครั้งใดๆ ในอดีต เรามักจะพบว่า “ความรุนแรง” มักจะมาคู่กับ “รัฐประหาร” แต่ครั้งนี้คงจะไม่สามารถสรรหาคำๆเดียวมาอธิบายได้ สามารถพูดว่าอะไรก็ได้ ถูกทุกข้อ เช่น การชุมนุมประท้วงรัฐบาล การก่อการร้าย การใช้ความรุนแรง การนำทหารเข้าสยบการชุมนุม การเผาบ้านเผาเมือง การใช้เด็ก สตรี คนชรา เป็นเกราะกำบัง การยิงลูกระเิบิดรายวัน ยึดโรงพยาบาล เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมไม่เลิกและรัฐบาลต่างก็มี “นวัตกรรม” ใหม่ๆออกมามากมาย และเมื่อเหตุการณ์สงบ คนไทยทุกคน ควรจะขอบคุณและชมเชยการสั่งการของนายกรัฐมนตรี และการทำงานของทีมงาน ศอฉ. ตลอดจนไปถึงทหาร ในระดับผู้บังคับบัญชาและผู้ปฏิบัติทั้งหมด ที่อาศัยความอดทน อดกลั้น ในการรักษาความสงบโดยที่ทุกท่านยอมเหนื่อย ยอมเจ็บปวดจากการตำหนิของกองเชียร์ที่เข้าข้างรัฐบาลเป็นอย่างมาก ผมขอสดุดีท่านนายกรัฐมนตรี ที่ไม่วู่วาม เร่งการเข้าโจมตีในสภาวะที่ไม่ปลอดภัย จนถึงเช้าวันที่ ๑๙ พค. และแม้แกนนำจะ “แสดง”การมอบตัวแล้ว ท่านก็ไม่หลงกลฝ่ายที่บ่อนทำลายประเทศ ไม่วู่วามที่จะเข้าไปอยู่ในกองอาวุธร้ายแรงและนักรบฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล หรือทำการใดๆที่เข้าทางฝ่ายตรงข้าม ซึ่งต้องการทำอะไรก็ได้ ที่จะให้รัฐบาลนี้หลงกล กลายเป็นทรราชฆ่าประชาชน แต่แล้วก็ทำไม่สำเร็จ นวัตกรรมที่สำคัญที่สุด คือ การทำงานของฝ่ายรัฐบาล ที่ทำให้เกิดความสูญเสียในชีวิตของประชาชนน้อยที่สุด และการไม่หลงกลที่จะใช้กำลังเร็วเกินไปจนถูกกล่าวหาว่าไม่ชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาลอีกต่อไป และการยุติโดยไม่ต้องจบที่การปฏิวัติ/รัฐประหาร

อ่านต่อ…

Advertisements

รถไฟ – รถไฟฟ้า

รวมภาพเก่าๆ เกี่ยวกับอดีตของรถไฟในประเทศต่างๆ เพื่อช่วยหาคำตอบ ว่าทำไม ประเทศไทยจึงควรพัฒนาระบบรถไฟทั่วประเทศให้เป็นรถไฟฟ้า เริ่มวันนี้ก็ยังไม่สายเกินไป แม้ประเทศอื่นๆเขาเริ่มกันมากว่า ๗๐ ปีแล้ว ท่านที่สนใจเรื่องการพัฒนารถไฟฟ้าในประเทศไทย โปรดคอยติดตามข่าวความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และ กระทรวงคมนาคม เร็วๆนี้

เพื่อให้ท่านที่สนใจมีอะไรอ่านก่อน ขอแนะนำบทความที่น่าสนใจ เรื่อง รถไฟฟ้า ทางเลือกในการใช้พลังงานหลายรูปแบบเพื่อการขนส่ง โดย นคร จันทศร รองผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย

รวมภาพตัวอย่างรถไฟฟ้าชนิดที่ไม่เป็นความเร็วสูง (วิ่งระหว่างเมือง)

ตัวอย่างแรก ที่หาภาพมาได้จาก flickr เป็นรถไฟที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย
First cars and trains across Sydney Harbour Bridge, March 1932 / Sam Hood
Train in Australia, 1932

เจ้าของภาพ State Library of New South Wales Collection


รถไฟฟ้า ที่จริงก็คือรถไฟธรรมดา ที่ไม่มีเครื่องปันไฟที่ใช้น้ำมันดีเซลบนรถ รับไฟฟ้ามาจากสายไฟฟ้าเหนือราง รถขบวนนี้ ท่าทางจะใช้งานมาหลายสิบปี และในปี 1979 ก็ยังทำงานอยู่ ดังภาพ
Palma-Soller, motrice 2 en 1979
1979


รถไฟออสเตรีย
ÖBB IC 252 at Hönigsberg Pulled by ÖBB 1044 046.
Austrian Railways


รถไฟสเปน


รถไฟยุโรป (อันนี้ไม่แน่ใจว่าประเทศอะไร) แสดงให้เห็นหัวลากขบวนรถบรรทุกสินค้า/รถยนต์
European railways
ที่มา http://www.flickr.com/photos/luca_farina/3913264264/in/pool-europeanrail


CFL. RE train to Rodange via Esch sur Alzette, just left Luxemburg station.
CFL AB ที่สถานี Luxembourg


การปรับปรุงหลักสูตรการอบรม CIO ในระบบราชการไทย

เช้านี้ ได้รับ email จากคุณพรพรหม ไปประชุมการปรับปรุงหลักสูตรการอบรม “ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง” ในวันพรุ่งนี้

ผมเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญมากครับ เพราะตั้งแต่เรามีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๑ เรื่องการแต่งตั้งผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง (Chief Information Officer: CIO) ประจำกระทรวง ทบวง กรม และรัฐวิสาหกิจเป็นต้นมา การดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ CIO ก็มีพัฒนาการขึ้นมาตามลำดับ มาถึงวันนี้ ก็เรียกได้ว่าใกล้จะครบ ๑๑ ปีในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ การปรับปรุงหลักสูตร ควรจะดำเนินการแบบเห็นภาพรวม (holistic) และควรเรียนรู้จากประสบการณ์เดิมแล้วเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ

สิ่งที่คณะกรรมการควรจะลงมือทำอย่างจริงจัง น่าจะประกอบด้วย

  1. ติดตามผลกระทบของการมี CIO ภาครัฐ ทั้งในด้านที่ดี และด้านที่เรายังไม่ถึงดวงดาว
  2. ทบทวน “บทเรียน” ที่เราได้รับ โดยตั้งเป้าหมายให้สูง ว่าหากจะไปต่อให้ดีขึ้นกว่าเดิม มีอะไรสำคัญที่ต้องทำมากกว่านี้ และหากเกินกำลัง ก็ควรนำเรื่องเสนอ ครม.ให้พิจารณาที่จะมาร่วมทำดีต่อประเทศไทยด้วย
  3. เราอาจจะต้องการหลักสูตรการพัฒนา CIO ที่ดีกว่าเดิม รวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้าน ICT ในภาครัฐท่านอื่นๆด้วย เช่น เรื่อง eGovernance (สำหรับปลัดกระทรวงและอธิบดี) การบริหารโครงการที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ และการ Outsourcing (เพื่อ CIO และ ผู้บริการหน่วยงาน IT ขององค์กร)  การประเมินความสัมฤทธิ์ผลของโครงการด้านสารสนเทศและความรู้ (เพื่อสำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ กรมบัญชีกลาง และ กพร.)
  4. การสอนที่ดี ไม่น่าจะเกิดได้โดยเพียงการ “ประสานงาน” ไปยังวิทยากรต่างๆจำนวนมาก แต่ละท่านก็สอนตามแนวของตนเอง เก่งกันคนละทาง และตีความหลักสูตรกันเอง ซึ่งเป็นวิธีการที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มโครงการอบรมในช่วงสองสามปีแรกเท่านั้น  หากจะให้การอบรมสัมฤทธิ์ผล หลักสูตรที่จัดทำใหม่ ควรจะมีทีมกลางที่บริหารจัดการอย่างจริงจัง มีผู้อำนวยการหลักสูตร และจัดวิทยากรทั้งหมด จนสามารถสอนกันเป็นทีมอย่างดี ในลักษณะที่เขาเรียกกันว่า executive education
  5. ในการดำเนินการดังกล่าว ภาครัฐอาจจะต้องพัฒนา “สถาบัน” ที่สามารถทำงานเหล่านี้เป็นอย่างดี

ในเรื่องการจัดให้มีสถาบันมาดูแล ผมเองไม่อยากให้ตั้งสถาบันใหม่ เพราะเราตั้งสถาบันแบบนี้ขึ้นมาแยะ  และเมื่อทำงานไม่ถูกใจ เราก็ตั้งสถาบันใหม่ขึ้นมาซ้อน และไม่ได้ดำเนินการอะไรกับสถาบันเก่าๆ  ซึ่ง งานพัฒนา CIO นั้น สามารถที่จะเป็นหลักสูตร executive education program ในสถาบันเก่าแก่ของประเทศ ซึ่งก่อตั้งตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ คือ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ซึ่งผมเทียบสถาบันนี้เท่ากับ Kennedy School of Government (อยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด) หรือ Lee Kuan Yew School of Public Policy (สถาบันอายุ ๑๗ ปี ในสิงคโปร์)

อย่างไรก็ตาม NIDA เอง อาจจะไม่ได้สนใจทำในเรื่องนี้ ซึ่งก็อาจจะเกิดจากสาเหตุของการจัดความสำคัญของกิจกรรมของสถาบัน ผลที่เราเห็นได้ คือ หน่วยงานอื่น เช่น กพ. และ รัฐสภา ต่างก็ไปตั้งสถาบันที่จะพัฒนาคนมาบริหารงานภาครัฐเสริม (หรือซ้อน?) กับ NIDA เช่น สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน และสถาบันพระปกเกล้าฯ  ซึ่งทั้งสองสถาบันต่างกับ NIDA เพราะทำงานแบบหน่วยงานประสานวิทยากรมากกว่าเป็นมหาวิทยาลัย หรือ สถาบันจริงๆ ที่จะต้องมีอาจารย์ประจำ มีการศึกษา วิจัย และทำงานด้านวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสร้างความรู้ใหม่เพื่อการนำไปปฏิบัติ รวมถึงนโยบายสาธารณะที่จำเป็น

จากที่เล่ามาข้างต้น ผมจึงใครขอสรุปบทเรียนที่ผมได้รับจากการที่ทำงานที่เนคเทค และมีหน้าที่พัฒนา CIO ในช่วง ๙ ปีแรกของโครงการโดยสังเขปดังนี้

  • การพัฒนา CIO เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และทำกันในหลายๆประเทศ —ควรทำต่อไป
  • การตั้งตำแหน่ง CIO แถมให้กับตำแหน่งรองปลัดกระทรวง หรือรองอธิบดี น่าจะเลิกได้แล้ว เพราะท่าน CIO ทั้งหลาย มองเห็นว่าเป็นแค่ “หน้าที่เพิ่ม” ไม่มีความดีความชอบหรือ recognition ใดๆเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด —ควรปรับปรุงให้มีตำแหน่ง รองปลัดCIO รองอธิบดีCIO และ รองผู้ว่าราชการจังหวัดCIO
  • ที่ผ่านมา CIO ภาครัฐเป็นแค่ทางผ่านของผู้ที่ต้องเลื่อนตำแหน่งต่อเป็น CEO (ปลัดกระทรวง หรือ อธิบดี) มีเพียงส่วนน้อยของ CIO (น่าจะประมาณ ๑๐%) ที่ท่านทำเรื่องไอทีและบริหารตรงตามสาย และเอาจริงเอาจังจนสำเร็จ ได้เป็น CIO —ควรเลือกคนที่มีประสบการณ์ไอทีมาเป็น CIO
  • โครงการไอทีในภาครัฐของทุกกรมรวมกัน มีจำนวนมากมาย ปีหนึ่งอยู่ประมาณ ๔,๐๐๐ ถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ไดัรับการดูแลโดย CIO อย่างเต็มเวลา เชื่อได้เลย ว่าเกิดความสูญเสียในการว่าจ้างที่ไม่ได้ผล การออกสเป็คตามผู้ขายบางรายที่มาวางให้ (ซึ่งแปลว่าโครงการส่งมอบได้ ตรวจรับได้ รับเงินได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้งานสำเร็จเต็มที่) ความสูญเสียเหล่านี้ มีมูลค่ามากกว่าเงินเดือนของ CIO จริงๆในภาครัฐทั้งหมดรวมกัน (ประมาณ ๒๐๐ คน) หากมีการตั้งขึ้นมา CIO ตัวจริงควรจะเป็นผู้ที่รู้เรื่อง และรู้ทันเทคโนโลยีมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน – พูดง่ายๆก็คือ สำนักงบประมาณและ กพ. ใช้เหตุผลในปี ๒๕๔๑ ว่า “ยังไม่ควรตั้งตำแหน่ง CIO เป็นตำแหน่งใหม่ เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ น่าจะให้ไปอยู่กับผู้ที่ทำหน้าที่คุมหน่วยวางแผนหรือไอทีไปก่อน” —ควรศึกษาผลกระทบจากการมี CIO ที่ตั้งใจทำงานไอทีอย่างจริงจัง
  • น่าจะทำความเข้าใจกับสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลัง ว่าวิธีแบบเดิมๆ แม้จะประหยัดเงินเดือน CIO ได้ประมาณปีละ ๑๐๐-๑๕๐ ล้านบาทก็จริง แต่การพัฒนา eGovernment ของประเทศไทยก็ยังคงใช้เงินปีละหลายพันล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นการปล่อยโครงการที่มีความสำเร็จต่ำ (ตามการประเมินของ UN, WorldBank, WEF, Brown University ฯลฯ) จนแน่ใจได้ว่าเวียดนามแซงเราแน่นอน  ถ้ายังคงทำตามวิธีเดิมๆ ผมก็เชื่อว่าอันดับของ eGovernment ขิงไทย ที่เคยอยู่ที่ ๔๐ และตกลงมาเป็นที่ ๔๗ ในปี ๒๐๐๘ ก็คงจะร่วงต่อไปแน่นอน  น่าจะถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องจัดระบบตำแหน่งในการดูแลไอทีในองค์กรอย่างจริงจัง (ขอฝาก ก.พ.ผลักดันด้วย) —ควรทำเรื่องเสนอ ครม. ผ่านทาง ก.พ. ร่วมกับ กพร.
  • แม้จะมีตำแหน่ง CIO จริงๆขึ้นมา แต่หากการอบรมผู้บริหาร ยังแยกๆกันอยู่ เป็นกลุ่ม Public Admin อยู่ที่หนึ่ง อบรมขรก.เป็นผู้บริหารอีกแห่งหนึ่ง  และอบรมเรื่อง การบริหาร+นโยบายสาธารณะ+กฎหมายมหาชนอีกที่หนึ่ง  และอบรม CIO ก็อีกที่หนึ่ง โดยทั้งสี่แห่งต่างก็รับเงินงบประมาณมาสถาปนาสถาบันและดำเนินงานกันไป และเก็บเงินข้าราชการจากต้นสังกัด แต่ก็ยังขาดแคลนอาจารย์ที่รู้และวิจัยเรื่องแบบนี้จริงจัง  เราไปต่อแบบนี้ได้สบายครับ แต่เกรงว่าใช้เงินเต็มที่ แต่ผลลัพธ์อาจจออกมาต่ำ  หากจะจัดอะไรดีๆ ก็คงต้องไปเชิญต่างชาติมาสอน เสียค่า license แพงๆอย่างน่าเสียดาย เพราะไม่มีการเลี้ยงดูอาจารย์เก่งๆ (จะเป็นคนไทยหรือต่างชาติก็ได้) ที่จะเอาจริงเรื่องนี้ให้มึคุณภาพสูง วิจัยปัญหาของเราอย่างต่อเนื่อง อละนำมาสอนจริง กรณีนี้ ผมไม่บังอาจให้ยุบหน่วยงานใดครับ แต่ต้องมีการจัดการ —ควรพืจารณางบประมาณของสี่หน่วยงานภายใต้มาตรฐานเดียวกัน และพิจารณาในกลุ่มเดียวกัน โดยประเด็นสำคัญ คือ สถาบัน สร้างวิชาการที่เป็นเลิศในสายของตนเองได้หรือไม่ อย่างไร หาตัวชี้วัดของสามสี่หน่วยงานที่เทียบกันได้ อีกสิบปีใครทำไม่ได้เรื่องก็หาทางยุบรวมกันได้ แต่ต้องเริ่มเดี๋ยวนี้

ส่วนเนื้อหาของหลักสูตร คิดว่าเป็นรองจากสถาบัน เพราะหากกระบวนการสร้างหลักสูตร ไม่ได้เกิดจากการประเมินผลลัพธ์ ผลกระทบ และบทเรียนจากอดีต หรือไม่เทียบกับต่างประเทศ หา gap ของเรา ว่าบกพร่องอะไรบ้าง แม้จะทำหลักสูตรออกมาได้ อบรมได้ มันก็ได้แค่สนองเกณฑ์วัดด้าน  input  เท่านี้น แต่ผลลัพธ์และผลกระทบ น่าจะยังไม่ได้

ขอเชิญออกความเห็นเพื่อใช้ในการพัฒนาหลักสูตร และพัฒนาสถาบันให้เกิดความยั่งยืนครับ

ทวีศักดิ์ กออนันตกูล
๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒


ภาคผนวก

ประเด็นดั้งเดิม ๙ มิถุนายน ๒๕๔๑

เพื่อบริหารงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และให้เป็นไปตามนโยบายของประธานคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ

บทบาทและหน้าที่หลักของ CIO ตามที่กำหนดไว้ในมติคณะรัฐมนตรี คือ รับผิดชอบงานด้านไอทีของหน่วยงาน จัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งมีอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรในการดำเนินโครงการไอทีของหน่วยงาน

ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติ หน้าที่ ความรับผิดชอบของ CIO ไว้ โดยในเรื่องคุณสมบัติของ CIO นี้ ขอให้หัวหน้าส่วนราชการตั้ง และมอบหมายให้รองหัวหน้าส่วนราชการ เป็น CIO (รองปลัดกระทรวง, รองอธิบดี หรือรองหัวหน้าส่วนราชการ) และผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น CIO ต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่เนคเทค และสำนักงาน ก.พ. กำหนด

จากมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันส่วนราชการของไทยได้มี CIO ประมาณกว่า 200 คน ซึ่ง เนคเทค ร่วมกับสำนักงาน ก.พ. ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรม CIO อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ CIO ทุกท่านได้เข้ารับการอบรม และนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ของ CIO

นอกจากนี้เนคเทคในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ยังได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการทำงานของ CIO อยู่อย่างต่อเนื่อง อาทิ CIO Forum, การจัดทำจดหมายข่าว และการจัดสัมมนาทางวิชาการด้านไอที และการจัดทำ Home page CIO เป็นต้น

มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 29 ก.ค. 2546  เกี่ยวกับ โครงการสร้างวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของรัฐ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ดังนี้

1. ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการโครงการสร้างวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของรัฐตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2543 ต่อไป จนถึงเดือนกันยายน 2546 ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดโครงการฯ โดยหน่วยงานไม่จำเป็นต้องสร้างกิจกรรมใหม่ แต่ให้ดำเนินการโดยผ่านกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่เป็นประจำ อาทิ การประชุมเพื่อจัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย (ICT) การประชุมเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ของประเทศไทย การประชุมคณะกรรมการ CIO (Chief Information officer) ประจำหน่วยงาน เป็นต้น

2. ให้ทุกกระทรวงรวบรวมผลการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2543 ของหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดส่งให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารภายในเดือนตุลาคม 2546 เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการกำหนดแนวนโยบายในเรื่องการพัฒนาความรู้และ ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต่อไป

3. กรณีที่หน่วยงานใดเห็นว่าไม่มีความจำเป็นในการจัดบรรยายเนื่องจากผู้บริหาร ระดับสูงมีวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และมีผลงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นที่ประจักษ์ ก็อนุโลมให้ไม่ต้องจัดให้มีการบรรยายในเรื่องดังกล่าวอีก แต่ขอให้หน่วยงานดำเนินการตามความเหมาะสม เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูง (ระดับ 9 – 11) ของหน่วยงานทุกคนสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการค้นหาข้อมูลและรับส่งจดหมาย อิเล็กทรอนิกส์(e-mail) ในการสื่อสาร หรือติดตามการดำเนินงานต่าง ๆ ของหน่วยงานในกำกับได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการผลักดันให้เกิดรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ได้รวดเร็วขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาล และขอให้หน่วยงานจัดทำรายงานผลการดำเนินงานดังกล่าวในปีงบประมาณ 2546 ส่งแก่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ภายในเดือนตุลาคม 2546

สำหรับเรื่องนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับรายงานจากกระทรวงการคลัง (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) ว่า สมควรยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2543 ที่ให้หน่วยงานเป็นผู้กำหนดวิทยากร หัวข้อ และจัดหางบประมาณในการดำเนินการโครงการเอง และให้ CIO (Chief Information Officer) ของกระทรวง ทบวง กรม เป็นผู้รับผิดชอบโครงการดังกล่าว โดยอาจใช้งบประมาณจากงบประมาณที่ใช้ในการจัดประชุมผู้บริหารระดับสูงประจำปี ให้สำนักงาน ก.พ. บรรจุหัวข้อเกี่ยวกับ “วิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ” ในหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.) โดยมีช่วงเวลาสำหรับการบรรยายในหัวข้อนี้ไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง และให้กระทรวง ทบวง กรม ที่มีการจัดหลักสูตรนักบริหารระดับสูง บรรจุหัวข้อเกี่ยวกับ “วิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ” ในหลักสูตรด้วย โดยมีช่วงเวลาสำหรับการบรรยายในหัวข้อนี้ไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศถือเป็นสิ่งจำเป็นในการบริหารงาน ถึงแม้ว่าจะไม่มีการจัดอบรมหลักสูตรหัวข้อเกี่ยวกับการสร้างวิสัยทัศน์ด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้บริหารของหน่วยงานก็ต้องศึกษาหาความรู้ด้านเทคโนโลยีเป็นประจำอยู่แล้ว

จากผลการศึกษาวิจัยเรื่องผลกระทบของมาตรการการแต่งตั้ง CIO และการจัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศของกระทรวงต่อการดำเนินการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศในภาครัฐ ซึ่งได้สำรวจข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคม -พฤศจิกายน 2545 ที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐยังบริหารงานโดยให้ความสำคัญกับสารสนเทศที่ ประกอบการตัดสินใจน้อยเกินไป อีกทั้งยังไม่ใช้ ICT เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารงานมากเท่าที่ควร ซึ่งแย้งกับสมมติ

ฐานข้างต้นที่ว่าผู้บริหารต้องศึกษาหาความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่แล้ว และด้วยภารกิจจำนวนมาก และเงื่อนไขเวลา

ที่จำกัดของผู้บริหารในภาครัฐ จึงเป็นไปได้ยากที่ผู้บริหารจะให้ความสนใจหรือศึกษาความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเอง

ที่มา : เว็บไซต์รัฐบาล