ชมภาพจากกล้อง CCD และระดับน้ำคลองในกรุงเทพฯ แบบง่ายที่สุด

ผมได้รับแจ้งจากคุณตฤณ ว่าขณะนี้ ทางมูลนิธิ OpenCare ร่วมกับ INET ได้เปิดบริการเข้าถึงข้อมูลที่เราสามารถดูจราจรและน้ำท่วมถนนได้ด้วยตนเองแบบง่ายๆ ทางเว็บ เพียงเข้าไปที่ http://thaiflood.opencare.org/ ท่านก็จะได้แผนที่ประเทศไทย บนแผนที่นี้ จะมีสัญลักษณ์สองประเภท คือกล้องถ่ายรูป และ มาตรวัดความสูงของน้ำ หากคลิกที่กล้องถ่ายรูป จะได้ภาพถนน (ซึ่งบางแห่งที่น้ำท่วมก็จะเป็นน้ำด้วย) หากคลิ๊กมาตรวัดน้ำ ก็จะได้ข้อมูลบอกชื่อคลอง และระดับน้ำ เทียบกับตลิ่ง

ระบบนี้สามารถดูได้จาก web browser ในเครื่องทุกระบบ จอภาพทุกขนาด ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมหรือดาวน์โหลดใดๆทั้งสิ่น

Traffy Eyes Camera

ขอขอบคุณ Traffy (พัฒนาโดย เนคเทค สวทช.) ที่ให้ข้อมูลสู่ระบบนี้

ระดับน้ำในคลอง

ข้อมูลแสดงระดับน้ำ จาก สำนักการระบายน้ำ กทม. และ กรมชลประทาน
มาตรวัดที่มีสีแดง หมายถึงน้ำท่วมตลิ่ง (ขณะนี้เรายังไม่มีข้อความอธิบายว่าตลิ่งซ้าย/ขวา ว่าอยู่ด้านใด)

บริการข้อมูลดีๆเหล่านี้ ช่วยให้ประชาชนสามารถดูข้อมูลได้เองผ่านโทรศัพท์มือถือแบบ smart phone หรือผ่านคอมพิวเตอร์ทั่วไป โดยไม่ต้องรอฟังข่าวจากสื่อมวลชน

Advertisements

การประกวด นาวาฝ่าวิกฤต ของประเทศไทย

สวทช. กระทรวงวิทยาศาสตร์ ร่วมกับ ปตท. ได้เชิญชวนนักเรียน นักศึกษา และผู้ที่สนใจ ร่วมแสดงความคิดสร้างสรรค์ในช่วงที่เกิดอุทกภัย โดยการประกวดการสร้างพาหนะทางน้ำที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ สำหรับใช้งานยามน้ำท่วม และผู้ชนะ ต้องเป็นผู้ที่สามารถใช้วัสดุทั่วไป ประกอบเป็นพาหนะทางนำ้ได้ง่าย แล่นได้ดี รับน้ำหนักได้ไม่น้อยกว่า ๑๖๐ กิโลกรัม งานนี้มีประกาศมาตั้งแต่วันที่ ๓ พย.​นี้ และมีกำหนดส่งผลงานในวันที่ ๑๑ พย. ๒๕๕๔ นัดหมายนำมาแสดงต่อสาธารณชนและแข่งขันความสามารถในวันที่ ๑๖ พย.นี้ เข้าใจว่าจะได้สถานที่เป็นสวนลุมพินี

ผลงานที่ออกมาทุกผลงาน ต้องเปิดเผยให้ประชาชนผู้ประสบภัย นำไปใช้ในการสร้างพาหนะทางน้ำขึ้นใช้ได้ สิ่งใดเป็นความคิดที่ดี ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับคนไทยที่กำลังประสบภัยอยู่ในขณะนี้

ผมได้ไปชมตัวอย่าง Water bike หลายๆโครงการ ผ่านทาง Youtube และคิดว่า วัสดุบางชนิด เช่น ทุ่นขนาดเล็กทรงกระบอกยาวๆ น่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัททำพลาสติกในประเทศไทยทำออกมาขายได้ ในยามปกติ เก็บไว้ได้สะดวกเพราะไม่เปลืองที่ ในยามน้ำท่วม เพียงแค่ใส่ลมเข้าไปก็ใช้งานเป็นทุ่นได้ สร้างแพได้ การนำจักรยานมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนทางน้ำด้วยใบพัดก็ดี การใช้ล้อจักรยานเพื่อให้เรือแล่นได้บนถนนได้ก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นความเฉลียวฉลาดของผู้ออกแบบทุกคน หวังว่าเราคงจะได้เห็นผู้ชนะเลิศของไทยก่อนน้ำลด

ท่านที่สนใจ ติดตามที่ http://www.facebook.com/groups/floodcontest/ ครับ

ในช่วงนี้ ชมของต่างประเทศไปก่อนครับ


รายนี้ใช้ล้อจักรยานเพื่อให้รถวิ่งบนถนนได้ วิ่งด้วยล้อในน้ำตื้นได้ และเป็นเรือพายตอนที่อยู่ในน้ำ


จักรยาน ไม้ ขวดน้ำ แผ่นเหล็ก เหล็กฉาก รวมกัน กลายเป็นจักรยานสะเทินน้ำสะเทินบก วิ่งทางไกลบนบก และทางไกลในน้ำโชว์ในอังกกฤษครับ


ผลงานจากเยอรมนีครับ สวยมาก แต่เป็นการใช้วัสดุพิเศษ ล้อวิ่งบนถนนได้ และกลายเป็นใบพายได้

แบบเล็กๆ ยาวๆ นั่งคนเดียว


Akwakat Waterbike ทุกอย่างทำพิเศษ เพื่อให้กลายเป็น waterbike คุณภาพสูง ความเร็วสูง

shuttlebike.com แล่นได้เร็วดีครับ เกือบจะเป็นกิฬาชนิดหนึ่งแล้ว


จักรยานสะเทินน้ำสะเทินบก โครงการของนักศึกษา มหาวิทยาลัยเซาท์แฮมตัน อังกฤษ สร้างโดยมีการออกแบบทางวิศวกรรมที่ครบถ้วน


Human Driven Hydrofoil – สุดยอดครับ คล้ายถีบจักรยาน และเมื่อความเร็วถึงระดับหนึ่ง ครับของ hydrofoil จะทำหน้าที่ยกเรือลอยขึ้น และเคลื่อนตัวด้วยแรงเสียดทานที่ต่ำครับ


Human powered hydrofoil water bike – เมื่อใดที่หยุดวิ่ง ก็จะไม่มีแรงยก จมน้ำ

EM กับประเทศไทย

EM (Effective Microorganism) เป็นที่น่าสนใจของทุกคน เพราะมีผู้รณรงค์ให้มาปั้น EM Ball กันจำนวนมาก ด้วยความเชื่อว่าแก้ปัญหาน้ำเน่าได้ ในเวลาเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมานาน กลับกังวลกันขนาดหนัก ว่าโยน EM Ball ลงไปในน้ำมากๆแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

ฟังนักวิชาการจุฬาฯพูด “EM Ball เป็นลูกกวาดหรือยาพิษ?”

EM Ball ดีจริงหรือไม่ เชิญฟังความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ อดีตอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง มายาคติของ EM Ball น่าฟังมากครับ

ท่านที่สนใจอยากอ่านเป็นบทความ เชิญอ่าน EM และน้ำหมักชีวภาพ แก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียได้จริงหรือ ? ที่ เว็บนสพ.มติชน

ตั้งแต่วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ เป็นต้นมา สวทช.ได้ร่วมกับ ม.มหิดล และ ม.พระจอมเกล้าฯธนบุรี ได้พิจารณาปัญหาของการทิ้งสารอินทรีย์ลงไปน้ำเน่าผ่านการรณรงค์ EM Ball โดยไม่มีกระบวนการเพิ่มออกซิเจนรองรับ จากการทำงานระดมสมองระหว่างนักสิ่งแวดล้อม นักชีววิทยา นักเทคโนโลยีชีวภาพ แพทย์​ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและสาธารณสุขได้ประชุมกันหลายครั้ง เพื่อหาทางเลือกใหม่ให้กับประชาชนคนไทย ผลที่ได้ออกมาในรูปแบบของคำแนะนำ และจุลินทรีย์ชนิดที่ปล่อยลงน้ำโดยไม่ต้องเติมสารอินทรีย์ประเภทดิน น้ำตาล ที่ใส่ลงใน EM Ball โดยในขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใกล้จะถึงจุดที่สามารถทำเป็นข้อเสนอทางเลือกใหม่ต่อรัฐบาลในเร็วๆนี้

จะใช้หรือไม่ใช้ EM เราทำอะไรกันได้บ้าง?

เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม มจธ.ร่วมกับ BIOTEC ได้ให้ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจเรื่องการกำจัดน้ำเน่า มจธ.และไบโอเทค แนะวิธีจัดการกับปัญหาน้ำเสียให้อยู่หมัด พร้อมเทคนิคใช้ EM ให้ได้ประสิทธิภาพ ลงในนสพ.กรุงเทพธุรกิจ มีคำแนะนำที่ดีๆหลายข้อ

ในระหว่างนี้ ท่านที่ได้ฟัง อาจารย์ ดร.ธงชัยแล้วเห็นด้วยกับ อ.ดร.ธงชัย ท่านสามารถช่วยเรื่องน้ำเน่าได้ดีกว่าการทำ EM Ball ด้วยวิธีต่างๆดังนี้ครับ (เป็นหัวข้อที่ผมรวมรวมมาจากการประชุมกับผู้เชี่ยวชาญในหลายๆครั้ง หากท่านใดจะทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นก็จะเป็นพระคุณยิ่ง)

  1. หากน้ำยังไม่ท่วม ขอให้เก็บขยะทุกชนิดเข้าถุงหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำท่วมถึง
  2. อย่าลืมว่าขยะมีสามชนิด คือ อินทรีย์​ สารพิษ และวัสดุจิปาถะ ส่วนที่เป็นอินทรีย์​หมายถึงเศษอาหาร กิ่งไม่ ใบไม้ อุจจาระ และซากศพ ส่วนที่เป็นสารพิษได้แก่สารเคมี และสิ่งที่มีสารพิษเช่นแบตเตอรี่ทุกชนิด ยาฆ่าแมลง วัสดุจิปาถะได้แก่ ถุงพลาสติก ไม้เนื้อแข็ง เหล็ก พวกนี้ไม่เน่า ฯลฯ พวกอินทรีย์ และสารพิษ ขอให้ทุกท่านช่วยกันป้องกันห้ามลงน้ำ หากจะใส่ปูนขาวหรือ EM Ball อย่างหนึ่งอย่างใดลงในถุงด้วยก็จะดี
  3. ในช่วงน้ำท่วม หากพบซากสัตว์ อุจจาระ ควรเขี่ยไปอยู่บนที่แห้ง และโปรยปูนขาวฆ่าเชื้อ ระวังอย่าไปสัมผัสกับน้ำและปฏิกูล
  4. ช่วงน้ำท่วม มนุษย์ไม่ควรถ่ายลงในน้ำ เพราะจะทำให้น้ำเน่าเพิ่มขึ้น ควรใส่ถุง ผูกปิดให้มิดชิด ในถุงจะใส่ปูนขาว หรือ EM Ball ก็ได้ เลือกเอาเพียงอย่างเดียว เพราะปูนขาวเอาไว้ฆ่าเชื้อแต่ไม่ย่อยสลาย แต่หากมี EM Ball มันก็จะช่วยย่อยสลายโดยมีอากาศ พอน้ำลด ถุงใส่อุจจาระก็จะกลายเป็นดิน เอาไปฝังกลบได้เลย
  5. หากมีน้ำท่วมขัง และเป็นน้ำเน่า แต่ที่บ้านท่านมีปั๊มน้ำ หรือไดรโว่ ท่านสามารถลดปัญหาโดยปั๊มน้ำขึ้นมาเพื่อเทลงกลับที่เดิมเพื่อเติมออกซิเจนลงไปในน้ำ พยายามเปิดหน้าต่างและให้มีแสดงแดดเข้ามามากๆ แสงแดดและอากาศในน้ำ จะช่วยให้จุลินทรีย์ที่ย่อยสารอินทรีย์ในน้ำทำงานได้ดีโดยไม่ส่งก๊าซไข่เน่า เมื่อใดที่ไม่มีอากาศ จุลินทรีย์อีกชนิดหนึ่งก็จะทำงานย่อยสลายเหมือนกัน แต่มันจะปล่อยก๊าซไข่เน่าออกมา เหม็นมาก พวกเราคงชอบจุลินทรีย์ชนิดย่อยสลายแบบไม่เหม็นมากกว่า สิ่งดีๆเหล่านี้เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัย EM Ball ครับ
  6. มี จุลินทรีย์ชนิดผง (ต้องละลายน้ำ) และ ชนิดเหลว (เทลงในน้ำเน่าได้เลย) ซึ่งสามารถผลิตได้จำนวนมาๆ ซึ่งจะเหมาะสมกับปัญหาของประเทศไทยในขณะนี้มากกว่า ทางกลุ่มเครือข่ายแก้ปัญหา EM Ball คงจะเสนอให้ ศปภ. เร่งดำเนินการสั่งการผลิต และจ่ายแจกออกไปโดยเร็ว ท่านที่สนใจ กรุณาบอกต่อครับ

ทางเลือกของการใช้จุลินทรีย์เพื่อการลดน้ำเน่า

ผมหวังว่าแผนปฏิบัติการช่วยแก้น้ำเน่าจากกลุ่มเครือข่าย สวทช. มหิดล มจธ กรรมาธิการวิทยาศาสตร์ของวุฒิสภา และองค์การเภสัชกรรม จะมีการสรุปร่วมกันโดยเร็ว ภายในสองสามวัน แถลงออกมาสู่สาธารณชนในสัปดาห์หน้า และน่าจะช่วยแก้ปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์ที่กังวลเรื่อง EM Ball

ความศรัทธาในการช่วยกันทำความดีของคนไทยที่ช่วยกันปั้น EM Ball จำนวนห้าแสนลูกมีสูงแน่ แต่การหาทางเลือกใหม่ที่เหมาะสม (และไม่ต้องโยนก้อนอินทรีย์ลงน้ำ) ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์​ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง และคงต้องขอนักสังคมศาสตร์และนักการตลาดช่วยเผยแพร่เกี่ยวกับผลเสียที่จะเกิดจากการใช้ EM Ball ที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่รู้ที่มาที่ไปของเชื้อ และไม่ทราบปริมาณการใช้ที่เหมาะสม เราหวังว่าไม่เกิดการทะเลาะกันระหว่างผู้สนับสนุนการปั้น EM Ball (เช่นหน่วยทหาร หน่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว หน่วยพิทักษ์สิ่งแวดล้อม) กับกลุ่มผู้ที่กังวลเรื่องสารอินทรีย์ที่อาจเป็นปัญหากับสิ่งแวดล้อม ทางเลือกใหม่ ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน ยอมรับว่าใช้ได้โดยไม่มีผลเสีย และทำจริงแล้วได้ผลอย่างคงเส้นคงวา

นักวิชาการที่ผมพบทุกคน เห็นตรงกันว่า การย่อยสลาย ต้องใช้จุลินทรีย์แน่นอน และการสลายแบบไม่มีกลิ่นเหม็น ต้องเติมอากาศลงไปในน้ำแน่นอน และหากจะทำให้ได้ผล ต้องทำในบริเวณน้ำนิ่ง น้ำที่ไหลลงทางทิศใต้อาจจะไม่เหมาะที่จะใส่จุลินทรีย์ เพราะไส่ไปแล้ว วัดผลไม่ได้เลย ส่วนเทคนิคการเติมอากาศ มีมากมาย แค่ไปกวนๆก็มีประโยชน์มาก เพียงตักใส่ถังขึ้นมา แล้วเทกลับลงไปที่เดิมก็ได้อากาศเพิ่มขึ้น และท้ายสุด หากมีเครื่องสูบน้ำ หรือไดรโว่ ท่านก็เพิ่มอากาศได้ด้วยการดูดขึ้นมาเพื่อเทผ่านอากาศกลับลงไปใหม่ หรือจะพ่นลมลงไปในน้ำปุดๆ ก็เติมอากาศได้ หลักต่างๆเหล่านี้คนที่ติดน้ำท่วมทำได้เพื่อให้กับตนเองได้ครับ

ผมอยากขอความร่วมมือจากทีมนักวิชาการที่เก่งเรื่องเครื่องเติมอากาศ หรือช่างกล ที่สามารถผลิตกังหันน้ำชัยพัฒนาชนิดที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าช่วยกันคิดด้วยครับ เพราะการเติมอากาศลงในน้ำ คือวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด แต่ไม่ได้มีผู้นำที่ช่วยผลักดัน แนวพระราชดำริที่ดีก็มีให้เราศึกษาได้

เมื่อบ่ายวันนี้ มีผู้ส่งเรื่องเล่าประสบการณ์มาให้แบ่งปันกันครับ

แลกเปลี่ยนประสบการณ์ค่ะ


ที่หมู่บ้านแถวตลิ่งชันนำท่วมขังมาตั้งแต่วันจันทร์ที่ 31 ตค (เป็นน้ำที่เน่ามาตั้งแต่อยูธยา ปทุม บางบัวทองยางใหญ่ ไล่อ้อมไปทางพุทธมณฑลกลับมาที่ตลิ่งชัน ) บนถนนในหมู่บ้านสูงประมาณ 60 ซม. แล้วเข้าตามบริเวณบ้านทุกหลัง แต่ส่วนใหญ่ไม่เข้าตัวบ้าน การสูบน้ำออกจากหมู่บ้านไม่มีประโยชน์อะไร เพราะน้ำเข้ามาตามท่อนำทิ้ง และรอบนอกหมู่บ้านก็เป็นบ้านชาวบ้านที่น้ำท่วมสูงกว่าเราอีก แต่คณะทำงานหมู่บ้านตัดสินใจสูบน้ำให้น้ำวนเวียนต่อไปเพียงเพื่อต้องการเพิ่มออกซิเจนในน้ำไว่ชะลอการเน่ายิ่งขึ่นของน้ำ

สำหรับที่บ้านสิ่งที่ทำกันคือ เก็บขยะต่างๆในบริเวณใกล้เคียง ยกถุงขยะขึ้นวางบนขอบรั้วสูง รอเวลาที่จะมีรถขยะเข้ามาเก็บ

ส่วนน้ำท่วมขังในบริเวณบ้าน และในโถส้วมที่เริ่มมีกลิ่นและดูเหมือนเวลากดชักโครกนำจะลงช้า ก็ได้ใช้ผงจุลินทรีย์ซึ่งที่บ้านมีอยู่ใส่ลงในน้ำในบริเวณบ้าน และในโถชักโครก จนถึงวันนี้วันที่ 6 แล้วที่น้ำท่วมขังก็ยังไม่มีกลิ่นเหม็นค่ะ แต่มียุงเยอะอยู่กำลังอยากได้ปลาหางนกยูงมาเลี้ยงสักหน่อยค่ะ

วัชรา

ขอขอบคุณคุณวัชรา ที่ส่งข่าวที่มีประโยชน์ครับ

ทวีศักดิ์ กออนันตกูล
20111105 09:09, revised 13:18, 23:10

อนาคตของเรา (ทางพลังงาน อาหาร น้ำ และ เศรษฐกิจ) อยู่ที่ไหน ?

Our Future is Local

ผมได้ชมวิดิโอการบรรยายเรื่องหนึ่ง ชื่อว่า “Our Local Future: Climate Change, Peak Oil & The End of Money” โดยไม่ทราบชื่อผู้บรรยาย พบว่าที่เขานำเสนอเกี่ยวกับ Climate Change ตามด้วยเรื่อง Peak Oil และการทำลายคุณค่าของเงิน โดยหลักการของเศรษฐกิจทุนนิยม และจบด้วยการนำเสนอทางออก ที่บอกเราว่า อนาคต อยู่ที่การผลิตให้พอเพียงทั้งในด้านอาหารและพลังงาน ไมผลาญทรัพยากรของโลกโดยไม่จำเป็น เท่านั้น เราจึงจะิอยู่ได้ การบรรยายของเขายาว ๒๘ นาที ท่านสามารถชมบางส่วนได้จาก Youtube ข้างล่างนี้ครับ

(ท่านที่สนใจจะชมการบรรยายฉบับเต็ม ผมมีไฟล์ขนาด 950MB ของการบรรยาย ติดต่อขอได้ครับ)

ผู้บรรยาย ได้กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ว่ามนุษย์ได้ใช้พลังงานไปทำอะไรต่อมิอะไรมากมาย จนสร้างปัญหาทำให้โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยนสูงขี้นๆ ดังที่เราทุกคนได้ยินกันมาโดยตลอด แต่ข้อเท็จจริงที่สำคัญอันหนึ่ง คือปัญหาของการใช้น้ำมัน ซึ่งมีหลักฐานหลายประการที่ทำให้เราเชื่อได้ว่า ขณะนี้ โลกได้ผ่านช่วงสูงสุดของน้ำมันไปแล้ว

ในปี ๑๙๘๒ ซึ่งเป็นปีที่ปริมาณการบริโภคน้ำมัน มากกว่าการประมาณแหล่งน้ำมันที่สำรวจพบใหม่ในปีนั้นและปีต่อๆมา ดังนั้น ขีดความสามารถของโลกไม่ถึงขั้นที่จะรองรับการบริโภคของมนุษย์อีกแล้ว เราจะต้องหาทางออกเรื่องพลังงานให้ไ้ด้ จะต้องหาแหล่งพลังงานใหม่ในรูปแบบพลังงานหมุนเวียนแบบต่างๆ หรือจากชีวะมวลปัจจุบัน (โดยไม่ต้องรอเป็นล้านปีให้ซากพืชกลายเป็นฟอสซิล)

ท่านผู้นี้ได้กล่าวว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู เราได้สร้างถนน บ้านเรือน รถยนต์ เครื่องบิน และทำให้การเงินของโลกเจริญก้าวหน้ามาตามลำดับ แต่เมื่อถึงขณะนี้ ระบบการผลิตของเราไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหรืออาหาร/การเกษตร ผูกพันกับราคาน้ำมันป็นอย่างมาก ความไม่สมดุล ทำให้เกิดการกู้ยืมเงินเกินความสามารถ ซึ่งมีความกว้างขวางเพียงพอที่จะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้ ดังที่เพิ่งเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ราคาน้ำมันของโลก ขึ้นอยู่กับกำลังการผลิต และมีการแกว่งไม่พอดีกับการขยายกำลังการผลิต กล่าวคือ ในช่วง ๖๐ ปีที่ผ่านมาเมื่อความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตน้ำมันก็ดีใจกับราคาที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นจนเกิดวิกฤตราคาน้ำมัน (ปี ๑๙๘๒) จากนั้น ผู้ผลิตก็ขยายกำลังการผลิตกันมากมาย จนมีออกมาอย่างพอเพียง ทุกคนก็โล่งอก คิดว่าหมดปัญหา ต่อมาในปี ๒๐๐๘ ก็เกิดปัญหานี้ขึ้นอีก แต่จากนี้ไป ถึงมีปัญญาแค่ไหน ก็คงจะยากที่จะผลิตน้ำมันให้พอเพียง

หากวิกฤตน้ำมันอยู่นาน จะทำให้อำนาจของเงินลดลง เพราะเราต้องไปจ่ายค่าน้ำมันที่แพงขึ้น เสมือนเงินลดค่าลง และเมื่อเงินลดค่าลง เราก็จะจับจ่ายน้อยลง ใช้ของนานขึ้น ซื้อบ้านใหม่น้อยลง ซึ่งล้วนแล้วที่จะเป็นเหตุสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจหดตัว และอาจจะอันตรายถึงขั้นล้มละลายได้ด้วย เราต้องพยายามไม่ให้พลังงานราคาแพงเพราะน้ำมันหายากขึ้น

หนทางหนึ่ง ที่จะทำให้เกิดความมั่นคงทางพลังงาน คือการหันมาหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ ทั้งที่เป็นแบบที่ได้จากธรรมชาติ (เช่นแสงแดด พลังน้ำ พลังลม และการใช้พืชเป็นเชื้อเพลิง) และเพื่อให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด แหล่งที่ผลิตพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้า ควรจะอยู่ใกล้กับแหล่งเชื่อเพลิง และอยู่ใกล้ชุมชน การขนส่งเชื้อเพลิงไปยังโรงไฟฟ้า และการส่งไฟฟ้าจากทางไกลมายังท้องถิ่น ล้วนแล้วจะทำให้เกิดความสูญเสียพลังงา่นไปทำในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์อย่างมาก เมื่อจัดเป็น Local power แล้ว จะประหยัดเชื้อเพลิงไปได้ร่วม ๓๐%

ด้วยแนวความคิดเพื่อประหยัดพลังงานให้ถึงที่สุด การผลิตและใช้พลังงานในท้องถิ่น จะเกิดความประหยัดสูงสุด ทั้งนี้ ในชนบท อาจจะสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (๐.๕ ถึง ๒ Megawatts) โดยใช้เชื้อเพลิงจากเศษวัสดุการเกษตรได้

ภาพประกอบ

ภาพทุกภาพ คลิ๊กเพื่อชมภาพขยายได้


USA Oil Production เห็นได้ชัดว่ากำลังการผลิตลดลง – ตั้งใจหรือกลัวน้ำมันจะหมด หรือไปใช้น้ำมันอิรัคก่อน?


The Growing Gap – แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี ๑๙๙๒ เป็นต้นมา การค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ๆ ทำได้น้อยกว่าปริมาณน้ำมันที่ขุดขึ้นมา


When will be the oil peak? เราผ่านพ้นยุคสูงสุดของน้ำมันไปแล้วหรือ? ผ่านไปเมื่อปีใด?


รายงานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของสหรัฐ (GAO) เตือนให้มีการกำหนดยุทธศาสตร์อันเนื่องมาจากการลดลงของน้ำมันดิบ


All of Inflation’s Little Parts – เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น คนอเมริกันถูกกระทบที่ตรงไหนมากที่สุด? (จากภาพ จะเห็นว่าค่าใช้จ่ายอาหาร/เครื่องดื่ม เป็น ๑๕% ค่าเดินทางเป็น ๑๕% ค่าบ้าน เป็น ๔๒%)


ภาพอนาคต – จะยุ่งจนโลกแตก หรือเข้าสู่ความสงบ? จากปัจจุบัน ตอนนี้เราอยู่ที่ post modern chaos และอนาคตที่ยั่งยืนไปถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน รุ่นเหลนของเรา จะไปทางไหน ขึ้นอยู่กับความประพฤติและความรับผิดชอบของคนรุ่นเรา – permaculture เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิลน่าจะเป็นทางออก


แกนตั้งของภาพ แสดงปัญหาพลังงาน มลภาวะ ประชากร


ยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอดสองยุทธศาสตร์ (๑) ลดการบริโภคพลังงานลง (๒) ผลิตอาหาร พลังงาน และบริการ/ผลิตภัณฑ์อื่นๆในท้องถิ่น

อาหารที่ผลิตในท้องถิ่นจะมีความสำคัญมากต่อการอยู่รอดของชุมชนของเรา

พลังงานที่ผลิตในท้องถิ่น ไ้ด้มาจากแสงอาทิตย์ จากลม จากน้ำและจากพืช


แบบบ้านที่ลดการใช้พลังงาน ทั้งเพื่อการทำความเย็นในหน้าร้อน และการเก็บความร้อนในหน้าหนาว

Energy Saving Home


แนวความคิดที่จะช่วยให้โลกน่าอยู่ต่อไปอีกนานๆ จึงน่าจะเกิดขึ้นจากการลดการใช้พลังงานลง เช่น ปิดไฟ ปิดแอร์เมื่อไม่ใช้งาน) สร้างบ้านให้เปลืองไฟน้อยด้วยระบบระบายอากาศที่ดี ไม่เดินทางโดยไม่มีความจำเป็น ใช้รถยนต์ส่วนตัวให้น้อยลง เป็นต้น ควบคู่กับการหันมาใช้พลังงานทดแทนแบบต่างๆ ทั้งที่มาจากธรรมชาติ และพลังงานจากพืช ซึ่งต้องปลูกโดยใช้ที่ดิน พรวนดิน

ท่านที่สนใจ อาจจะเข้าไปอ่านเอกสารจากงานประชุมนานาชาติ เรื่อง Peak Oil and Climate Change ได้ครับ ในเว็บ localfuture.org ซึ่งมีเสียงและวิดีโอการบรรยายของผู้เชี่ยวชาญหลายท่านให้เราดาวน์โหลดได้ในทุกส่วนของการสัมนา

จากเว็บนี้ ทำให้ผมทราบว่า วิทยากรที่เคยดูและชอบ คือ คุณAaron Wissner เพราะเขามาบรรยายเรื่อง Sustainability and Our Local Future ร่วมกับคนอื่นๆทุกคน พูดได้อารมณ์และได้ความรู้มากครับ เชิญชมที่ตัดตอนมาบางส่วนได้ที่นี่ครับ

และอีกประเด็นที่เขาเล่าด้วยสไลด์ ๕ รูป ใช้เวลา ไม่ถึงสามนาที ว่าด้วยเรื่อง Peak Oil
อ่านได้ที่ http://localfuture.org/conference/details/presentations/wissneraaron5slides.htm