เบื้องหลังการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี mp3 ของสถาบันเฟราน์โอเฟอร์ (สนทนา)

(Revision 2, 20091113-06:15)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ตั้งคำถามไว้ให้คุยกัน ๕ ข้อ ต้องขอบคุณ mk แห่ง blognone ที่นำบทความนี้ไปให้อ่านกันที่บล๊อกโน้น และมีการสนทนากันมาก ผมขอใคร่ตอบคำถามข้อ ๓ และชวนสนทนาในคำถามข้ออื่นๆดังนี้

๑. ค่าใบอนุญาตการใช้เทคโนโลยี mp3 ที่สถาบันเก็บ มีอัตราที่เหมาะสมหรือยัง ?

ตัวผมเองได้แสดงความเห็นในบทความแล้ว ว่า ราคาขนาดนี้ ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ และเครื่องฟังเพลง หรือทำแผ่นขาย ไม่น่ามีปัญหาด้านการกำหนดราคาของสินค้า คนซื้อสินค้าก็สามารถจ่ายได้โดยไม่รู้สึกว่าแพง

๒. ซอฟต์แวร์ราคาแพงๆ หากลดราคามาต่ำลงให้สมเหตุสมผล เหมาะกับรายได้ของคนไทย จะช่วยลดการละเมิดลิขสิทธิ์ได้บ้างไหม?

การละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทย น่าจะเกิดจากหลายเหตุผล เช่น ราคาซอฟต์แวร์แพงเกินไป หรือปล่อยให้ก๊อปปี้กันมากเกินไป หรือขาดการตลาด ที่ทำให้ผู้ใช้อยากซื้อของแท้เพราะรักใน brand อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาสามารถเก็บค่าใบอนุญาตโดยตรงกับผู้ผลิต จะได้ผลดีมาก เพราะเป็นวิธีหนึ่งที่ผู้ซื้อต้องจ่ายโดยมองไม่เห็นว่าตัวเองจ่ายไปเท่าใหร่ และช่วยให้ผู้ผลิตละเมิดกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา

๓. ท่านคิดว่าที่ สถาบันเฟราน์โอเฟอร์ สามารถจัดระบบทรัพย์สินทางปัญญาได้เข้มแข็งขนาดนี้ ต้องใช้ผู้เชียวชาญด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่รู้เรื่องเทคโนโลยีรวม ทั้งหมดกี่คน ?

สถาบันแห่งนี้ มีคนรวมทั้งสิ้น ๑๖,๐๐๐ คน (หรือเป็น ๖ เท่า ของ สวทช.) มีงบประมาณรายจ่ายปีละ ๑,๖๐๐ ล้านยูโร (๘๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๒๐ เท่าของ สวทช.) ต้องรักษาทรัพย์สินทางปัญญามากมายครับ เขามีพนักงานที่ทำงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ในสำนักงานกลางรวมทั้งสิ้น ๑๕๐ คนครับ (ขอโทษที่ตัวเลขผิดในการร่างครั้งแรก)

๔. ทรัพย์สินทางปัญญาด้านการบันทึกเสียงให้มีคุณภาพสูงจาก Dolby Lab และ Fraunhofer มีความคล้ายกันเพราะเป็นการขายความรู้ให้แก่ผู้ผลิต เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น แต่สองหน่วยงานนี้มีความแตกต่างกัน คำถามคือ นวัตกรรมของ บริษัท Dolby Lab ที่ประเทศอังกฤษ กับนวัตกรรม mp3 ของ Fraunhofer Gesellschaft แตกต่างกันตรงไหน? นักเทคโนโลยีไทยสามารถเรียนรู้อะไรบ้างจากความสำเร็จของสองนวัตกรรมนี้ ? มีอุปสรรคใดบ้างในประเทศไทย ที่จะขัดขวางความสำเร็จของนวัตกรรม?

สำหรับผม พบว่า
– เทคโนโลยีที่ดีเยี่ยม แต่หากไม่สามารถทำประโยชน์ให้สังคมได้ ก็จะอยู่บนหิ้ง อาจจะมีคนชื่นชมไม่กี่คน กรณีนี้คือสภาพของ mp3 ในช่วงที่สถาบันเฟราน์โอเฟอร์นำไปเสนอบริษัทต่างๆในเยอรมันแล้วไม่มีใครสนใจ
– เทคโนโลยีที่ดีพอควร แต่นำมาประยุกต์จนเป็นประโยชน์กับคนจำนวนมาก และได้สิ่งใหม่ที่ดีกว่าเก่า (เช่น ขนาดเล็กลง เบาขึ้น เปลืองหน่วยความจำน้อยลง พกพาได้ดี เปลืองไฟน้อย เสียงดี ฯลฯ) เมื่อขายแล้วก็มีตลาดรองรับ จะทำเงินได้ ภาพรวมๆของสิ่งนี้ เรียกกันว่า นวัตกรรม
– หากนวัตกรรมดีกว่าเก่าไม่กี่เปอร์เซนต์ จะมีชื่อเรียกว่า incremental innovation แต่หากว่าดีกว่าเดิมหลายเท่าตัว ก็จะเรียกว่า disruptive innovation มีพลานุภาพกวาดล้างเทคโนโลยีเดิมจนเกือบหมดโลก (ตัวอย่าง transistor สามารถ disrupt หลอดวิทยุ, integrated circuit สามารถ disrupt ทรานซิสเตอร์(ที่ทำเป็นชิ้นๆ), หลอดไฟฟ้า disrupt ตะเกียง, กล้องดิจิทัล disrupt กล้องที่ใช้ฟิล์ม)
– Dolby Lab ได้คิดค้นวิธีการที่ทำให้เทปคาสเสตต์ในยุค ๑๙๗๐ มีเสียงที่ไพเราะขึ้น เพราะสามารถทำให้หูมนุษย์ได้ยินเสียง hiss ที่มากับเนื้อเทปลดลงได้มากพอสมควร ทั้งนี้ วงจรอิเล็กทรอนิกส์ของ Dolby ทำได้ไม่แพง แต่บริษัทใดนำไปใช้ ก็ต้องซื้อใบอนุญาต Dolby ในยุคแรกเป็นวงจรแบบอนาลอก ส่วน mp3 เกิดมาในโลกดิจิทัลเลย อย่างไรก็ตาม Dolby ก็ใช้หลักการเดียวกันมาสร้างเป็นโปรแกรม ที่ทำงานกับสัญญาณดิจิทัลได้เช่นกัน ในสายตาของผม Dolby Noise Reduction Technology และ mp3 เป็นนวัตกรรมที่ดีทั้งคู่
– Dolby Lab เป็นเอกชนล้วน ต่างกับ เฟราน์โอเฟอร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ

๕. ท่านคิดว่า mp3 เป็น Open Standard หรือไม่? หากเป็น เป็นเพราะอะไร หากไม่เป็น เป็นเพราะอะไร (ก่อนสรุปว่าเป็นอะไร ต้องค้นหาหลักฐานก่อนนะครับ)

เป็นเรื่องที่เถียงกันได้พอสมควร เอาแค่ว่า mp3 ได้มีการยอมรับว่าเป็น มาตรฐานของวงการอุตสาหกรรม” และเป็น “มาตรฐานนานาชาติอย่างเป็นทางการ” เพราะเป็นที่ยอมรับในวงการ รวมถึงกลายเป็น ISO standard สำหรับวงการ Open Standard ยังมีความแตกแยกกันเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มทั่วไป ยอมรับว่า หาก mp3 มีการขายใบอนุญาตในราคาที่สมเหตุผลโดยไม่กีดกันผู้ใด (reasonable and non-discriminatory licensing หรือที่ย่อว่า RAND licensing) ก็ยอมรับได้ แต่มีกลุ่มเคร่งครัด ให้คำจำกัดความว่า สิ่งที่เป็น Open Standard จะต้องไม่มีการแอบแฝง นำเทคโนโลยีที่มีการสงวนความเป็นเจ้าของเข้ามายุ่งเกี่ยว (ตัวอย่างเช่น TCP/IP หรือ HTTP เป็นมาตรฐานเปิดที่ตรงตามความหมายของกลุ่มเคร่งครัด)

ทาง Fraunhofer เขาไม่ได้พยายามอ้างว่าเป็น Open Standard แต่อย่างใดครับ ผมแค่ตั้งคำถามให้คิด

คำถามต่อเนื่อง
ท่านพอจะเดาได้ไหม ว่าบริษัทเหล่านี้ มีจุดยืนเกี่ยวกับ Open Standard แบบยอมรับ RAND หรือแบบเคร่งครัด?
IBM, Oracle, Microsoft, SunMicrosystem, Intel, Adobe, Cisco Systems, HP

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s